h1

เหงา

มิถุนายน 11, 2008
akanek

 วันนี้ฉันไปทะเล
ทะเลที่ไร้ผู้คน…ช่างเงียบสงบ
เรือลำน้อยสองสามลำที่จอดสนิท….มันดูเคว้ง
จะเคลื่อนไหวบ้างก็ต่อเมื่อต้องลม สัมผัสคลื่น
ท้องฟ้าเบื้องบนถูกแต้มด้วยสีฟ้าจัดเจือเมฆสีเทาทะมึน ตัดสลับกับน้ำทะเลสีครามเข้ม
มองลงไป…สองเท้าของฉันย่ำอยู่บนพื้นทราย…เม็ดทรายละเอียด
ทำให้ทุกก้าวย่าง…ลำบากกว่าเก่า
ฉันจึงถอดรองเท้า เดินเท้าเปล่า
ทุกย่างก้าว…สบายมาก ไร้อุปสรรค ไม่หนักหน่วง
ระหว่างที่เดิน ความเหงาแล่นปรี่มาจากที่ไหนสักแห่ง
หรือว่ามันแฝงตัวอยู่ในอากาศ…
ฉันหายใจเข้าไป…จึงรู้สึกได้
ไม่สิ….มันอาจเป็นเงาตามตัวฉันมานานแล้วก็เป็นได้
รอจังหวะ เวลาเข้ามาทักทาย…ในวันที่ฉันอ่อนแอ และหวั่นไหว
สายฝนค่อยๆโรยตัวลงมา เหมือนผืนผ้าโบกพลิ้ว สวยแกมเศร้า
ฉันกล่าวขอบคุณ ประติมากรรมอันสลับซับซ้อนของธรรมชาติสั้นๆในใจ
ก่อนจะวางรองเท้าลง แล้วสวมมัน
รองเท้าอุ้มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งยังสัมผัสกับเม็ดทรายชุ่มแฉะ
ทำให้ทุกก้าวย่าง…แสนจะลำบาก
เต็มไปด้วยอุปสรรค และหนักหน่วง
หากแต่…
สิ่งที่ทำให้ท่วงทำนองการเดินท่ามกลางสายฝนนั้น….ยากยิ่งกว่า
คือความเหงาที่กำลังตกตะกอนอยู่ในหัวใจ
มันทำให้หนักใจ…หนักขึ้นเรื่อยๆ
หนักใจจนทำอะไรๆ….ก็ลำบาก

h1

ซื้อกุหลาบให้ตัวเอง

มิถุนายน 11, 2008
ร้านหมูกระทะ…ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าสวย
คืนนี้ดาวเกลื่อนฟ้าคิดไม่ผิดที่เลือกนั่งโต๊ะกลางสวนหย่อมเล็กๆตรงนี้ มองขึ้นไปเห็นพระจันทร์สีเหลืองนวลชัดเด่นเหลือเกิน…”สวยจัง”ฉันอุทานเบาๆก่อนลงมือ จัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างผู้เชี่ยวชาญ
ฉันกับเพื่อนๆนั่งกินอาหารได้สักพักก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เดินตรงมาที่โต๊ะของพวกเรา ทีแรกไม่ได้สนใจอะไรนัก หากไม่เหลือบไปเห็นดอกกุหลาบสีแดงเข้มกับก้านยาวๆที่ยังพอมีใบให้แลดูน่ามอง เบียดเสียดกันอยู่ในอ้อมแขนเล็กๆนั้น
“พี่คนสวย ซื้อดอกกุหลาบไปให้แฟนมั๊ยคะ” สายตาของเด็กหญิง จ้องเขม็งรอคำตอบจากคนที่ถูกถาม
“เอ่อ…แต่พี่ไม่มีแฟนนี่นา” ฉันตอบยิ้มๆขณะที่เพื่อนๆกำลังทำหน้ากรุ้มกริ่มพอกัน
“แต่มันส๊วยสวย ดูสิ พี่ไม่ซื้อซักดอกเหรอ ซื้อนะคะ….นะคะ” สายตาคู่เดิม มองมาอย่างวิงวอน
“จะซื้อไปทำไมล่ะทีนี้ ไม่รู้จะเอาไปให้ใครด้วย”ฉันหันไปเปรยกับเพื่อนๆ
“พี่ๆ เคยได้ยินเพลงนี้มั๊ยคะ ฉันซื้อกูหลาบให้ตัวเอง…ซื้อกูหลาบให้ตัวเอง…..”
ฉันอดที่จะหัวเราะไปกับท่าทางการร้องเพลงฮิตติดชาร์ตของยายตัวเล็กนี่ไม่ได้ อีกทั้งยังอดคิดในใจไม่ได้เช่นกันว่า “เด็กคนนี้อายุซักเท่าไหร่กันเชียว แก่แดดแก่ลมจังนะ” กำลังคิดเพลินๆเสียงเล็กๆก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ซื้อมั๊ยคะพี่” ใบหน้าใสๆนั้นดูมีความหวังมากขึ้นทุกที
“จ้ะๆ ซื้อก็ซื้อ” ฉันพูดตัดบท ก่อนจะควักแบงค์ยี่สิบในกระเป๋า ยื่นให้
ในที่สุดวันนี้ฉันก็แพ้ลูกตื้ออีกตามเคย เสียเงินไปอีกยี่สิบบาทเพื่อ…ซื้อกุหลาบให้ตัวเองได้เงินแล้วน้องก็ยังไม่ไปไหน ปักหลักนั่งจุ่มปุ๊กอยู่ที่โต๊ะฉันพักใหญ่ ริมฝีปากบางเฉียบของแกขยับขึ้นลงตลอดเวลา ถามนั่นถามนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก อีกทั้งคงเห็นว่าฉันเองก็ตอบทุกคำถาม ไม่ขี้รำคาญเหมือนคนอื่นๆ ฉันฟังแกพูด พลางเอื้อมมือไปหยิบมะม่วงชิ้นเล็กๆมาป้อนด้วยความเอ็นดู
“กินของลูกค้าไม่ได้ค่ะ เพราะต่อไปหนูจะติดนิสัย” ฉันชะงักเล็กน้อยกับคำปฎิเสธที่เพิ่งได้ยินไปหมาดๆ ในใจพาลนึกชมไปถึงผู้ปกครองของเด็กหญิงตรงหน้า ที่อบรมสั่งสอนลูกหลานมาเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยก็ดีกว่าเด็กหลายๆคนที่ฉันเคยพบพาน
“เก่งจริงนะ ตัวแค่นี้เอง เรียนอยู่ชั้นไหนล่ะเนี่ย”
“ป.2” แกชูสองนิ้วไปพร้อมกัน ก่อนแหงนมองพระจันทร์กลมสวย ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนฟากฟ้าสีเทาหม่น ดูเหมือนเด็กหญิง ป.2 เพิ่งคิดอะไรออก เดี๋ยวนั้น…และสิ่งนั้นก็กลายเป็นคำถามต่อมา
“พี่ๆในพระจันทร์นั่นน่ะ มีกระต่ายอยู่จริงรึเปล่า”
ฉันนั่งนิ่ง ใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบออกไป
“ไม่มีหรอกจ้ะ กระต่ายที่ใครๆเค้าว่าอยู่ในพระจันทร์น่ะ ที่จริงมันอยู่บนพื้นดินเหมือนพวกเรานี่แหละ แต่มันคิดถึงพระจันทร์ทุกวันเลยนะ และแอบแหงนหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์อยู่บ่อยๆ เพราะมันหลงรักพระจันทร์เข้าแล้วน่ะสิ ที่ผ่านมามันได้แต่แอบหวังอยู่ในใจ ว่าสักวันหนึ่งจะได้อยู่ใกล้ๆพระจันทร์ ได้ขึ้นไปอยู่บนนั้นอย่างที่น้องว่าไง”
“แล้วทำไมมันยังไม่ได้ขึ้นไปล่ะคะ”
“อ๋อ! สงสัยพระจันทร์จะแกล้งโง่น่ะ แกล้งทำเป็นไม่รู้ ทำเป็นไม่เห็น ว่าที่จริงแล้ว เจ้ากระต่ายน้อยตัวนั้น มันรู้สึกยังไงบ้าง มันคิดอะไร แต่ละวันมันเหงาแค่ไหน ความหวังที่กระต่ายจะได้ขึ้นไปอยู่บนนั้นกับพระจันทร์จึงดูริบหรี่เต็มที ริบหรี่เหมือนดาวดวงโน้นเลย” ฉันชี้ไปยังดาวดวงเล็กที่มีแสงสีส้มกระพริบถี่ๆราวกับเปลวเทียนต้องพายุ ติดๆดับๆอยู่เหนือปลายฟ้าไกล
“พี่ๆหนูงงจะแย่อยู่แล้วค่ะ” คิ้วบางๆของเด็กหญิงขยุกย่นเข้าหากัน ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกพรวดจากไป พร้อมกับกุหลาบหอบโต…หอบเดิม
ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ไม่ต้องตอบคำถามอะไรอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะเบื่อหรือกลัวว่าจะเสียเวลากินอาหารมากมายที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะ ทว่าไม่ฉันไม่รู้จะอธิบายเรื่องที่คู่สนทนาตัวเล็กบอกว่า”งง”นั้นต่ออย่างไรดี ให้แกเข้าใจได้ง่ายขึ้น ฉันหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบปลาเผาชิ้นที่กำลังสุกได้ที่ หย่อนเข้าปาก เคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อย และขณะกำลังจะกลืนหย่อนมันลงคออีกทอดหนึ่ง ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เดี๋ยวนั้น… แล้วมันก็กลายเป็นคำถามต่อมา…ที่คาใจฉัน
“เมื่อสักครู่ ฉันเพิ่งซื้อดอกกุหลาบ”
“ฉันเพิ่งเสียเงินไปยี่สิบบาท เพื่อแลกมันมา”
“ว่าแต่ อ้าว!,มันอยู่ไหนล่ะ…ดอกกุหลาบของฉัน”
“ดอกกุหลาบ…ที่ฉัน…ซื้อให้ตัวเอง”
นิตยสาร Upluz ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ คอลัมน์ Space By Nics JC@Thammasat University