ตอนนี้นิคส์ย้ายบ้านไปอยู่ exteen แล้วนะเพื่อนๆ
http://nics-gallery.exteen.com
แวะไปเยี่ยมกันหน่อย
ปล วันจันทร์เรียนจิตวิทยา เจอกันตอนเก้าโมงครึ่งจ้ะ

ตอนนี้นิคส์ย้ายบ้านไปอยู่ exteen แล้วนะเพื่อนๆ
http://nics-gallery.exteen.com
แวะไปเยี่ยมกันหน่อย
ปล วันจันทร์เรียนจิตวิทยา เจอกันตอนเก้าโมงครึ่งจ้ะ


วันหนึ่ง ต้นชัวโมงเรียนเพื่อนสนิทสะกิดบอกฉันว่า ชีวิตเธอเหมือนใบไม้ในสายน้ำ ล่องลอยไร้จุดหมาย
ไม่อยากรู้วันข้างหน้า ไม่อยากจดจำอดีต ไม่มีการกำหนดทิศทางการไหลของชีวิต ทุกวันที่ผ่านไป
ดำรงอยู่ได้เพียงเพราะกระแสน้ำนำพา…
เมื่อน้ำเชี่ยวกราก โลกของเธอก็หมุนเร็ว เมื่อน้ำไหลเอื่อยแต่ละวันของเธอก็ผ่านไปแสนยากเย็น……..
และเมื่อใดที่น้ำนิ่ง เธอก็ต้องลอยเคว้งอยู่กับที่……
จากคำบอกเล่าของเธอ ทำให้ฉันเข้าใจได้ไม่ยากในแบบของคนที่เคยรู้สึกเช่นเดียวกัน
มันเป็นความรู้สึกที่ลอบครองพื้นที่ความคิดแทบทุกส่วน…..ในวันที่ไร้แรงบันดาลใจ
วันที่จับปากกาขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร
วันที่อยากวาดรูปแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
วันที่อยากจับกล้องถ่ายภาพสักภาพ แต่กลับถอดใจ
วันที่ต้องนั่งรอแสงอาทิตย์หมุนมาหา แทนที่จะเดินไปหามัน
และอีกหลายๆวัน ซึ่ง “ชีวิตตัน สมองตัน “
วันที่เรามัวแต่ให้ความสำคัญกับคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆ จนลืมให้เกียรติความคิดตัวเอง
คิดว่าตัวเองไม่มีวันทำได้ หรือยากเกินจะทำ พาลให้วางมือไปจากทุกอย่างที่เคยอยู่ในภาพฝัน
ทุกครั้งที่มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นเพราะเรื่องนี้…….
ก็เหมือน “กำลังใจและแรงบันดาลใจ” ได้ถูกถอนออกไปจากบัญชีที่เคยสะสมไว้เช่นกัน
วันนั้น ท้ายคาบเรียน ฉันบอกกับเธอไปว่าเธอไม่ใช่ใบไม้ในสายน้ำ
เธอไม่ใช่ขนนกที่ลอยละลิ่วในสายลมอะไรทั้งนั้น
เธอก็เป็นตัวเธอ เพียงแต่ยังมองเห็นตัวเองเป็นอื่นไปก็เท่านั้น……..จากนี้ไป
“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
ฉันพูดออกไปเพียงครั้งเดี๋ยว ทว่าต้องการให้มันสะท้อนอยู่ในใจเธอหลายๆครั้งเพื่อเรียกความเชื่อมั่น และแรงบันดาลใจกลับคืนมา
“ต้องเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

“โห วันนี้เราอึดกันมากเลยเนอะ วิ่งได้ตั้งเกือบสามกิโล(เมตร)แน่ะ”
“นิคส์พูดแบบนี้มาเดือนกว่าแล้วนะ แปลกยังไงในเมื่อเราก็วิ่งแบบนี้กันทุกวัน” เธอพูดด้วยสีหน้างงๆราวกับจะเตือนให้รู้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย
“ทุกวันคือวันใหม่ แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเหมือนเดิมนั้น ก็อาจพบความเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่เข็มวินาทีของนาฬิกาทุกเรือนบนโลกยังไม่หยุดเดิน” ฉันคิดประโยคไว้เสียยืดยาวในใจเพื่อใช้อธิบายให้เธอฟัง หากแต่ไม่ได้พูดออกไป
วิ่งเสร็จกลับมาที่ห้อง ดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ เห็นแม่โทรมาราวสามสี่สาย คิดว่าคงมีธุระสำคัญเห็นโทรมาแต่เช้าจึงโทรกลับไป ธุระที่ฉันคิดว่าสำคัญนั้นแท้จริงแล้วก็คือ แม่บอกว่าเมื่อวานลองไปค้นสมุดเก่าๆของฉันในกล่องที่แม่เคยเก็บรวมๆกันไว้ดู กะว่าจะเอามาให้น้องฝึกเขียนบันทึก แต่พบบันทึกของฉันอยู่ในสมุดพวกนั้นแทน ที่สำคัญมันเป็นบันทึกที่ระบุวันเวลาว่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำถึงเรื่องราวบนหน้ากระดาษเหล่านั้น แต่ก็ยังอยากรู้ว่าตัวเองเคยเขียนเล่าอะไรไว้บ้าง แม่จึงอ่านให้ฟังราวสองสามหน้า ฉันถึงกับหัวเราะออกมาดังๆกับเรื่องในอดีตพวกนั้น
“วันนี้นิคส์ตื่นแต่เช้า แล้วไปกระโดดยางบ้านน้าแป๋ว ล้มจนหัวเข่าเลือดออก ตอนกลับบ้านกลัวพ่อด่า นิคส์เลยเอาสติ๊กเกอร์รูปเซเลอร์มูนตัวใหญ่ที่สุดที่พี่ตาลซื้อให้มาปิดเอาไว้ พ่อก็ไม่เห็นแผล”
“วันนี้ตอนเช้านิคส์ไม่เล่นกับน้อง เพราะเมื่อวานยายแดงบอกว่า แม่รักน้องแต่ไม่รักนิคส์แล้ว นิคส์เกลียดยายแดงเพราะเป็นคนแก่นิสัยไม่ดี ชอบว่านิคส์และว่าพี่บอลด้วย ตอนเที่ยงไปบ้านพี่ตาลเล่นขายก๋วยเตี๋ยวกัน สนุกมากแต่โดนยายแม้วตี เพราะตัดใบไม้กับดอกไม้มาทำเส้นก๋วยเตี๋ยว”
มันช่างเป็นบันทึกที่ใช้ภาษาซื่อเสียจริง ชวนตลกเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ที่ว่าตลกอาจเป็นเพราะ ได้อ่านได้รับรู้มันอีกครั้งในวันที่อายุเปลี่ยนไปแล้ว ความคิดที่โตขึ้นทำให้ความคิดเล็กๆในวัยเด็กเหล่านั้นดูไร้สาระ และน่าขำ แม่อ่านให้ฟังจบไปสองหน้า เสียงหัวเราะทั้งสองฝั่งหยุดลง เราคุยเรื่องอื่นกันอีกสักพักก่อนวางสาย
“ทำไมนะ เสียงหัวเราะยามเช้าในวันนี้ถึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึก โหยหาช่วงเวลาทีผ่านเลย”
“ทำไมนะ ในขณะที่ฉันคิดว่าไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนแปลง บอกตัวเองว่าฉันยังเป็นคนเดิม แต่ฉันกลับทำอะไรเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้ เขียนบันทึกแบบใช้ภาษาซื่อๆ เขียนออกมาจากใจทุกอย่าง ที่คิดแบบไหนก็เขียนออกมาแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว”
“ทำไม……” คำถามหลายๆคำถามเข้ามากองอยู่ในหัวจนเริ่มสับสน
เอ! หรือว่าฉันต้องเอาประโยคที่คิดไว้ก่อนหน้า มาอธิบายกับตัวเองเสียแล้ว….ถือเสียว่า ให้ประโยคนี้เป็นคำตอบของเรื่องราวเสียงหัวเราะในยามเช้าก็แล้วกัน
“ทุกวันคือวันใหม่ แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเหมือนเดิมนั้น ก็อาจยังพบความเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่เข็มวินาทีของนาฬิกาทุกเรือนบนโลกยังไม่หยุดเดิน”
——>> ภาพจาก www.livingroom.org.au (ไม่ได้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์)

นิคส์บ่น
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเหลือเกิน และที่สำคัญฝนทุกหยดตกลงสู่พื้นดิน….อะไรๆก็ดูชื้นแฉะไปหมด หันไปทางไหนก็เจอแต่คนเป็นหวัด ไอจาม น้ำมูกไหล เสียงเปลี่ยน ท่าทีก็ดูซึมเซา ไม่สดใสร่าเริง พาลให้นึกเกลียดช่วงเวลาที่ฝนตก รู้สึกเหงา และเบื่อหน่ายกับภาพเดิมๆ มากกว่าเก่าอีกหลายเท่า ทั้งๆที่ใครๆต่างว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แสนโรแมนติค ไม่ชอบแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงหยิบหนังสือ “ฝนตกขึ้นฟ้า” มาอ่าน สลับกับมองไปนอกหน้าต่าง
“เมื่อไหร่นะ จะได้เห็นภาพตกขึ้นฟ้าบ้าง”
วินทร์ต่อ
ผมกลับชอบฝนตกครับ โตมาในเมืองที่ฝนตกชุก และผ่านเวลานานๆ ดูเม็ดฝนโปรยปรายลงมา เป็นความสุขครับ แม้ว่าจะมาพร้อมหวัดไม่แกมบรรจงก็ตาม
———————————————————————–>>
จาก www.winbookclub.com คอลัมน์คุยกับวินทร์ เลียววาริณ
(วินทร์ เลียววาริณ ปรมาจารย์ผู้เป็นนายของตัวอักษร)

สายฝนโรยตัวลงมาไม่ขาดสาย
ตั้งเค้าช่วงสายๆ ช่วงบ่ายตก
ฉันนึกรำคาญในใจขณะที่กำลังเดินถือร่มสีแดงเก่าๆ
มันกันแดดได้ดีกว่าฝน ฉันคิดแบบนี้
ฉันหยุดเดินครู่หนึ่ง เพื่อก้มลงไปพับขากางเกงขึ้นมา
พอให้มันมันไม่เปียกน้ำที่กระเซ็น ยามเหยียบย่ำ
ระหว่างนั้นพลันเหลือบไปเห็น ตู้ไปรษณีย์สีแดงที่แสนจะคุ้นตา
ยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล แน่ล่ะ!! มันกำลังตากฝน…
นึกขึ้นมาได้ว่าในกระเป๋าเป้ ยังพอมีโปสการ์ดเหลืออยู่
โปสการ์ดสำหรับนักเดินทาง…ที่ติดแสตมป์ไว้เรียบร้อย
ไวพอกับความคิด มือชื้นน้ำรีบความหาปากกาจากซอกหนึ่งของกระเป๋า
เมื่อเจอแล้ว แทนที่จะได้ใช้งานมันกลับกวัดแกว่งอยู่ในมือเหมือนคนไม่มีที่ไป
ทว่าไม่มีที่ไปเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น…..
ก่อนจะจรดลงบนกระดาษสี่เหลี่ยมสองใบนั้น
เขียนข้อความเสร็จแล้ว ฉันบรรจงเขียนชื่อที่อยู่ ตรงส่วนของผู้รับ
เขียนชื่อและที่อยู่ของตัวฉันเอง…..ผู้รับที่คุ้นเคย
ก่อนจะทิ้งร่มสีแดงไว้เบื้องหลัง….
แล้วเดินฝ่าลมฝน ไปหย่อนโปสการ์ดลงในตู้…ใบนั้น
ณ เวลานั้นฉันและตู้ไปรษณีย์…ต่างก็เปียกฝน
ฉันหนาวสั่น ส่วนมันอ้วนป้อม…ยืนท้าทายเม็ดฝนไปด้วยกัน
ยืนท้าทายเม็ดฝน….จนลืมคิดถึงตัวเอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………>>
วันที่ได้รับโปสการ์ดสองใบนั้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าข้อความที่ได้รับมาพร้อมๆกันนั้นคืออะไร หากแต่ยังอ่านซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายรอบ
ใบแรกเขียนว่า “หัดคิดถึงตัวเองบ้าง”
ใบที่สองเขียนว่า “ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพด้วย”

เพียงวัน….เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ฉันได้เข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียนสอนคนตาบอด(โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ) รู้สึกว่าตัวเองได้ซึมซาบอะไรหลายๆอย่างจากที่นั่น ที่ที่ไม่อยากไปเอาเสียเลยในตอนแรก ที่ว่าไม่อยากไปนี่เป็นเพราะต้องไปกันในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดที่ตั้งหน้าตั้งตารอ วันที่วางแผนไว้เสียดิบดีว่าจะทำอะไรหลายๆอย่างที่ยังคั่งค้าง ทั้งที่คิดว่ามีประโยชน์และไร้สาระ
รถตู้แล่นออกจากมหาวิทยาลัยราวเก้าโมงเศษ ฉันไม่รู้ว่าที่ตั้งของจุดหมายปลายทางที่กำลังจะไปในวันนี้ตั้งอยู่ตรงส่วนไหน เพราะไม่เคยไปมาก่อน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรวิตกในเมื่อการเดินทางมีผู้ชำนาญเส้นทาง…….ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อเพื่อนที่นั่งข้างกันเอื้อมมามาตีที่ไหล่พร้อมทั้งส่งเสียงเบาๆว่า…”ตื่นๆถึงแล้ว”
ทันทีที่ไปถึง พวกเราอยู่ในฐานะอาสาสมัคร ระหว่างที่คอยเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องเอกสาร ฉันก็เหลือบมองน้องๆหลายคนที่เดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆกัน แน่นอนเด็กเหล่านี้ล้วนพิการทางสายตา
น้องคนแรกเป็นเด็กผู้หญิงสวมเสื้อสีส้ม เธอร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอพยายามหรี่ตาครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก้มมองมาที่พวกเราฉันเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเธอตาบอดเพียงข้างเดียว…..เธอยังคงมองเห็นความเป็นจริงอยู่สินะ มองเห็นผู้คน มองเห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจดจำ…….แม้จะมองเห็นด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว แต่ฉันเชื่อแน่ว่าเธอไม่ได้มองเห็นโลกเพียงครึ่งซีก ไม่ได้มองเห็นเพียงด้านหนึ่ง เพราะรอยยิ้มของเธอที่ส่งมา มันแผงไปด้วยความประหม่าอย่างที่ฉันเองก็เคยเป็น
คนที่สองเป็นเด็กผู้ชาย สวมเสื้อกล้ามสีฟ้ากับกางเกงสีมอๆ อายุน่าจะน้อยกว่าคนแรก เดินถือของเล่นในมือ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาหรี่มากจนทีแรกฉันเกือบคิดไปว่ามันปิดสนิท เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันหันไปมองอยู่หลายครั้งจึงได้แนะนำให้รู้จักว่าเขาชื่ออะไร เรียนอยู่ชั้นไหน “เขาพอจะมองเห็นบ้าง แต่เห็นเพียงแสงเล็กๆน้อยๆ” พี่ผู้หญิงใจดีพูดจบฉันเห็นเด็กชายยกของเล่นขึ้นมองใกล้ๆ เด็กน้อยทำท่าเพ่งพินิจอยู่นาน ก่อนผลักประตูเดินออกไป….โลกของเขาคงเป็นโลกที่ต้องการแสงสว่าง แสงสว่างที่พอจะช่วยไขว่าสิ่งที่เหมือนจะสำผัสได้นั้นคืออะไรกันแน่…..
ไม่นานเกินรอ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปยังห้องสอนการบ้าน เสียงเฮดั่งลั่นเมื่อเจ้าหน้าที่พวกกับน้องๆว่า “วันนี้มีพี่ๆมาเยี่ยม” ท่ามกลางเสียงกล่าวทักทายเสียงดีใจนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกโหวง ว้าเหว่ชั่วขณะ……มันคล้ายเป็นเสียงระบายความเหงาก็ไม่เชิง(ฉันไม่แน่ใจว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่อยากให้ลองคิดตามดูนะคะ)
น้องๆแนะนำชื่อเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ น้องคนที่ฉันต้องสอนการบ้าน เธอนั่งอยู่แถวหลังสุด นั่งคนเดียว และท่าทางเก็บตัว เสื้อสีเขียวที่พิมพ์ลายมิคกี้เม๊าส์สะดุดตาไม่น้อย….สะดุดตาสำหรับคนที่มองเห็นมัน…. เพียงวัน เจ้าห้องเสื้อลายมิคกี้เม๊าส์เธอชื่อนี้ เธอยิ้มให้ฉันเล็กน้อยเมื่อแนะนำตัวเสร็จ ยิ้มที่ดูเหมือนจะเกร็งๆอึดอัด แม้ไม่ได้สื่อออกมาด้วยแววตา ทว่าท่าทางสื่อให้รู้ สิ่งเดียวที่ฉันควรทำคือสร้างความสนิทสนมเป็นกันเอง โต๊ะที่เพื่อนฉันนั่งอยู่เริ่มมีเสียงแปลกๆที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ฉันพอเดาออกว่าน่าจะเป็นเสียงเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์สักอย่าง….ใช่แล้ว มันเป็นเสียงเครื่องคิดเลขนี่เอง ฉันจึงหันไปถามเพียงวันบ้างว่าเธอคิดเลขยังไง เธอจึงควานหาเครื่องมือช่วยคิดในกระเป๋าเป้ครู่หนึ่ง….ก่อนจะดึงตารางลูกคิดออกมา
“บอกได้คำเดียวว่า” ฉันแปลกใจ อย่างน้อยในช่วงเวลาห้าหกนาทีที่พบกัน นี่ก็เป็นเรื่องนึงล่ะที่เธอทำได้แต่ฉันทำไม่ได้
ขณะที่ เพียงวัน เอื้อมมือคลำนั่นคลำนี่ไปมาบนโต๊ะ ฉันจึงสังเกตุได้ว่าดวงตาของเธอบอดสนิท….เพียงวันโลกของเธอจะเป็นสีดำมั๊ยนะ? เกิดคำถามขึ้นในใจฉัน…..ก่อนที่จะลงมือทำหน้าที่อย่างจริงจัง แม้เธอจะไม่ค่อยพูดจาเหมือนเด็กๆโต๊ะอื่น หากแต่ คล้ายว่าความพยายามจะมากกว่า สังเกตุได้จากท่าทางการคิดตามที่ต้องใช้จินตนาการเป็นอย่างสูง กับการใช้ตารางลูกคิดจนมือเป็นระวิงตลอดเวลานั้น
เมื่อสอนการบ้านครบทุกข้อ เพียงวันเธอเดินคลำทางออกไปด้านนอก เพื่อนำทางฉันไปห้องน้ำ วินาทีนี้นี่เองที่ฉันรู้สึกว่าเด็กหญิงคือคนที่มองเห็น ส่วนฉันคือคนที่ดวงตาบอดสนิท….คราวนี้เธอก็ได้เปรียบมากกว่าฉัน ในฐานะผู้ชำนาญเส้นทางของที่นี่อีกเช่นกัน ระหว่างทางเธอถามฉันว่า “พี่ชอบดูละครมั๊ย” ฉันไม่ตอบแต่ถามกลับไปว่า “ทำไมล่ะ น้องชอบดูละครเหรอคะ” เธอพยักหน้าหงึกๆก่อนเอ่ยถึงชื่อละครเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่บอกว่า”ติดหนึบ”มาสี่ห้าเรื่องด้วยท่าทางมีความสุข ฉันไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้ม….พลางคิดอะไรในใจเงียบๆ
กลับมาจากห้องน้ำ ฉันพอมีเวลาว่างเพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสิ้นสุดลงแล้ว จึงนั่งวาดภาพน้องเพียงวันเก็บไว้(ที่นี่ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปนักเรียน) วาดเก็บไว้ในสมุดบันทึก…..และอัดสำเนาเก็บไว้ในใจอีกชุดหนึ่งก่อนบอกลา
………………………………………………………………………………………………..
ก้าวพ้นออกมาจากประตูรั้ว ฉันนึกถึงคำถามที่ถามตัวเองไว้ว่า“เพียงวัน โลกของเธอจะเป็นสีดำมั๊ยนะ?”
“ไม่นะโลกของฉันไม่ได้เป็นสีดำ มันมีทุกสี มีมากกว่าสีในกล่องสีชอล์คกล่องใหญ่ของเธอเสียอีก และสดใสด้วยล่ะเพราะโลกของฉันไม่มีสีฝุ่นควัน สีทีถูกคนนั้นคนนี้ในสังคมป้ายใส่กันจนเละเทอะสกปรก เอ้อ แล้วพระเอกในละครที่ฉันดูก็เป็นคนดีมากๆเลย แม้จะเป็นคนๆเดียวกันแต่ คงแตกต่างจากพระเอกในโลกของเธอมากแน่ๆ ใช่มั๊ยล่ะ? มีอยู่อย่างเดียวที่โลกของฉันเสียเปรียบโลกของเธอ ก็เวลาคิดเลขไงเล่า”…..ทันใดภาพแผงลูกคิดสี่เหลี่ยมก็ลอยมาในหัว
!!!!!เอ้านั่นมัน รถเมล์นี่หว่าไม่ใช่ตารางลูกคิด ขึ้นๆๆๆ มัวแต่คิดอะไรอยู่นะเรา เดี๋ยวก็ตกรถกันพอดี…….

สองสามวันที่ผ่านมา อาจารย์ประกาศงด Section(ไม่มีเรียนในวิชานั้นๆ)อยู่หลายวิชา
บางท่านไปดูงานต่างประเทศ บางท่านติดงานสัมนา…อีกหลายท่านไม่ได้แจงเหตุผล
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะบอกเล่า…
ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีเรียนอีกเช่นกัน
แน่นอนล่ะ ฉันไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่นัก ไม่ใช่เพราะอยากเรียนอะไรนักหนา
แต่เพราะ ทุกทีที่ว่างฉันมักไม่มีที่ไป ไม่รู้จะทำอะไรที่มันมีจุดหมายมากไปกว่า นั่งฆ่าเวลาไปเล่นๆ
พร้อมๆกับเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ที่ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่…
และสถานที่ฆ่าเวลาก็เป็นที่เดิมๆ ที่คงหนีไม่พ้นหอสมุด
หอสมุดในวันนั้น ครึกครื้นผิดวิสัย คนเยอะไปหน่อย ไม่เงียบเท่าที่ควร
หากก็เข้าใจ เพราะเหล่าเฟรชชี่น้องใหม่ที่เพิ่งเป็นเด็กมหาลัย
ต่างก็เห่อมหาลัย (เข้ามาตากแอร์ หนีร้อนด้านนอกด้วยส่วนหนึ่ง55)
ฉันแทบไม่มีที่นั่ง
ไม่ใช่เพราะที่นั่งมีไม่มากพอรองรับนักศึกษา…มันมีมากจนเกินจำเป็นด้วยซ้ำ
ทว่า โต๊ะยาวที่นั่งได้หลายคนเหล่านั้น มักมีคนอื่นๆที่นั่งกันเพียงคนสองคน จับจองไว้หมดแล้ว
ฉันจึงได้แต่ยืนแกร่วอยู่กับที่ ก็อย่างที่บอกล่ะนะว่า ฉันไม่มีที่ไปนี่นา
เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนตะแกรงหนังสือที่อ่านแล้ว
“THE RAPE OF NANKING” (“หลั่งเลือดที่นานกิง”)
ไม่ใช่ฉันเป็นพวกชอบความรุนแรงอะไรหรอกนะ แต่รูปภาพที่ปรากฏอยู่บนปกหนังสือมันชวนให้อ่านจริงๆ
คงเป็นเพราะเรียนการสื่อสารล่ะมั้ง ถึงได้อินกับคำว่า “Seeing is believing”มากไปหน่อย
ฉันเคยได้ยินพี่ชายเล่าให้ฟังมาบ้าง ถึงความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น ในสงครามยกพลขึ้นบกที่นานกิง
แต่ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องธรรมดาในสมรภูมิเหมือนที่เคยได้ดูใน ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม
เช่นเรื่อง On Quiet on the Western front(แนวรบด้านตะวันตกยังไม่เปลี่ยนแปลง) หรือเรื่อง Flag of our father
ที่ต่างฝ่ายต่างทิ้งระเบิด สาดกระสุน ใช้มัสตาร์ดแก๊ส โจมตีฝ่ายตรงข้ามให้พังพินาศ ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก โกรธแค้นกันมาก่อน
ตามวิธีแห่งสงคราม….
แต่ว่าเมื่อได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงได้รู้ว่าคิดผิดถนัด
ปืนใหญ่ ปืนยาว ก๊งแก๊สอะไร ยังน้อยไป
คนจีนที่นานกิง โดนมากกว่านั้น รองรับความป่าเถื่อนของกองทัพแห่งแดนอาทิตย์อุทัยสารพัดรูปแบบ
ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนราวกับฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น บี้มด ตบยุง ก็ไม่เชิง
เอาการทำลายชีวิต มาจัดเป็นเกมการแข่งขันที่น่าอับอาย…สำหรับฉันมันน่าอับอาย ในฐานะที่เป็นคนคนนึงเหมือนกัน
คนที่คิดว่า…การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการเป็นคนคือการเป็นผู้เจริญแล้ว
วิธีการลงโทษเหล่านั้น โหดเหี้ยมเหลือเกิน….นั่งอ่านไป สยองไป
เช่นว่า แข่งกันตัดหัวคนจีน(คงตามแบบซามูไร) ฝังคนทั้งเป็น
เอาทารกมาเผาไฟ เอาคนมาฝังครึ่งตัวแล้วปล่อยให้สุนัขป่าเข้าไปฉีกทึ้งจนเนื้อตัวเหวอะหวะ
ข่มขืนเรียงคิวหญิงชาวจีน ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดง เด็กสาวไปจนถึง หญิงชรา
หรือการบังคับให้คนสายเลือดเดียวกัน ช่มขืนกันเอง ทั้งๆที่คนเหล่านี้ไม่มีทางสู้
ในหนังสือบรรยายว่า ช่วงเหตุการณ์แม่น้ำแยงซีกลายเป็นสีเลือดเลยทีเดียว
เพราะศพเป็นหมื่นๆศพถูกนำไปไว้ใกล้แม่น้ำ…..
อ่านไม่ทันถึงครึ่งเล่ม ความอยากรู้อยากเห็นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ฉันเลยเปิดข้ามไปดูหน้าหลังๆที่มีรูปเหตุการณ์ซะก่อน(รูปพวกนี้ถ่ายโดยชาวต่างชาติที่อยู่ในเหตุการณ์)
เท่านั้นล่ะ…..เหงื่อซึมเต็มมือ ทั้งๆที่แอร์เย็นฉ่ำ
รูปแต่ละรูป บอกเล่าเรื่องราวที่แสนรันทดนี้ได้ดีกว่า สองร้อยกว่าหน้าที่อ่านไปแล้วเสียอีก
เกิดความนิ่งงันชั่วขณะ…ท่ามกลางหอสมุดที่เสียงดังระงมในตอนแรก
โอยยยย….แล้วฉันจะกินมื้อเที่ยงได้ยังไงล่ะเนี่ย
ดูรูปพวกนี้แล้ว….มันเหนือคำบรรยายจริงๆ
หดหู่ หดหู่ใจ หดหู่มาก หดหู่เหลือเกิน หดหู่สุดๆ หดหู่ที่สุด หดหู่มากที่สุด หดหู่มากที่สุดถึงมากที่สุด (พอแล้วดีกว่า)
วันนั้น ฉันวางหนังสือเล่มนั้นลงทั้งที่ยังอ่านไม่จบ(คาดว่าถ้ามีโอกาส วันหลังจะมาอ่านต่อ)
ก่อนเดินไปยังศูนย์อาหาร สั่งอาหารเมนูโปรดเป็นมื้อกลางวัน
“เอาก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่หมูน้ำตก แต่ไม่ต้องใส่เลือด ไม่ต้องใส่เนื้อนะคะป้า”
(คนขายแอบทำหน้างงปนหงุดหงิด นึกว่าฉันพูดกวน)



วันนี้ฉันไปทะเล
ทะเลที่ไร้ผู้คน…ช่างเงียบสงบ
เรือลำน้อยสองสามลำที่จอดสนิท….มันดูเคว้ง
จะเคลื่อนไหวบ้างก็ต่อเมื่อต้องลม สัมผัสคลื่น
ท้องฟ้าเบื้องบนถูกแต้มด้วยสีฟ้าจัดเจือเมฆสีเทาทะมึน ตัดสลับกับน้ำทะเลสีครามเข้ม
มองลงไป…สองเท้าของฉันย่ำอยู่บนพื้นทราย…เม็ดทรายละเอียด
ทำให้ทุกก้าวย่าง…ลำบากกว่าเก่า
ฉันจึงถอดรองเท้า เดินเท้าเปล่า
ทุกย่างก้าว…สบายมาก ไร้อุปสรรค ไม่หนักหน่วง
ระหว่างที่เดิน ความเหงาแล่นปรี่มาจากที่ไหนสักแห่ง
หรือว่ามันแฝงตัวอยู่ในอากาศ…
ฉันหายใจเข้าไป…จึงรู้สึกได้
ไม่สิ….มันอาจเป็นเงาตามตัวฉันมานานแล้วก็เป็นได้
รอจังหวะ เวลาเข้ามาทักทาย…ในวันที่ฉันอ่อนแอ และหวั่นไหว
สายฝนค่อยๆโรยตัวลงมา เหมือนผืนผ้าโบกพลิ้ว สวยแกมเศร้า
ฉันกล่าวขอบคุณ ประติมากรรมอันสลับซับซ้อนของธรรมชาติสั้นๆในใจ
ก่อนจะวางรองเท้าลง แล้วสวมมัน
รองเท้าอุ้มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งยังสัมผัสกับเม็ดทรายชุ่มแฉะ
ทำให้ทุกก้าวย่าง…แสนจะลำบาก
เต็มไปด้วยอุปสรรค และหนักหน่วง
หากแต่…
สิ่งที่ทำให้ท่วงทำนองการเดินท่ามกลางสายฝนนั้น….ยากยิ่งกว่า
คือความเหงาที่กำลังตกตะกอนอยู่ในหัวใจ
มันทำให้หนักใจ…หนักขึ้นเรื่อยๆ
หนักใจจนทำอะไรๆ….ก็ลำบาก