h1

เสียงหัวเราะในยามเช้า

มิถุนายน 21, 2008

    
       
        วันนี้ฉันตื่นแต่เช้า ราวตีห้ากว่าๆเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายกับรูมเมทตามปกติที่สนามกีฬาไม่รู้จักชื่อ แต่เรียกกันจนติดปากว่าสนามหอเอ เดาไปว่าน่าจะหมายถึงหอเอเชี่ยนเกมที่เราพักกันอยู่  ใครคนหนึ่งเคยบอกว่าสนามหนึ่งรอบกว้างประมาณ 400 เมตร เมื่อไปถึงแล้วเราเดินกันก่อนคนละ 1 รอบ ก่อนวิ่งเหยาะๆต่ออีก 5 รอบ เสียงเหนื่อยหอบดังขึ้นเป็นระยะ แต่เราก็ไม่ยอมหยุด วิ่งต่ออยู่นั่นแหละ วิ่งกันจนพระอาทิตย์โผล่หน้ามายิ้มให้ จึงค่อยๆหยุด แล้วเดินต่อกันอีกคนละ1รอบ ฉันคำนวณในใจคร่าวๆสรุปว่า วันนี้เราทั้งวิ่งทั้งเดินกันไปได้ระยะทางตั้งเกือบสามกิโลเมตร คิดเสร็จก็รีบหันไปบอกเพื่อนด้วยความตื่นเต้นว่า

“โห วันนี้เราอึดกันมากเลยเนอะ วิ่งได้ตั้งเกือบสามกิโล(เมตร)แน่ะ”

“นิคส์พูดแบบนี้มาเดือนกว่าแล้วนะ แปลกยังไงในเมื่อเราก็วิ่งแบบนี้กันทุกวัน” เธอพูดด้วยสีหน้างงๆราวกับจะเตือนให้รู้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย

“ทุกวันคือวันใหม่ แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเหมือนเดิมนั้น ก็อาจพบความเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่เข็มวินาทีของนาฬิกาทุกเรือนบนโลกยังไม่หยุดเดิน” ฉันคิดประโยคไว้เสียยืดยาวในใจเพื่อใช้อธิบายให้เธอฟัง หากแต่ไม่ได้พูดออกไป

        วิ่งเสร็จกลับมาที่ห้อง ดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ เห็นแม่โทรมาราวสามสี่สาย คิดว่าคงมีธุระสำคัญเห็นโทรมาแต่เช้าจึงโทรกลับไป ธุระที่ฉันคิดว่าสำคัญนั้นแท้จริงแล้วก็คือ แม่บอกว่าเมื่อวานลองไปค้นสมุดเก่าๆของฉันในกล่องที่แม่เคยเก็บรวมๆกันไว้ดู กะว่าจะเอามาให้น้องฝึกเขียนบันทึก แต่พบบันทึกของฉันอยู่ในสมุดพวกนั้นแทน ที่สำคัญมันเป็นบันทึกที่ระบุวันเวลาว่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำถึงเรื่องราวบนหน้ากระดาษเหล่านั้น แต่ก็ยังอยากรู้ว่าตัวเองเคยเขียนเล่าอะไรไว้บ้าง แม่จึงอ่านให้ฟังราวสองสามหน้า ฉันถึงกับหัวเราะออกมาดังๆกับเรื่องในอดีตพวกนั้น

“วันนี้นิคส์ตื่นแต่เช้า แล้วไปกระโดดยางบ้านน้าแป๋ว ล้มจนหัวเข่าเลือดออก ตอนกลับบ้านกลัวพ่อด่า นิคส์เลยเอาสติ๊กเกอร์รูปเซเลอร์มูนตัวใหญ่ที่สุดที่พี่ตาลซื้อให้มาปิดเอาไว้ พ่อก็ไม่เห็นแผล”

“วันนี้ตอนเช้านิคส์ไม่เล่นกับน้อง เพราะเมื่อวานยายแดงบอกว่า แม่รักน้องแต่ไม่รักนิคส์แล้ว นิคส์เกลียดยายแดงเพราะเป็นคนแก่นิสัยไม่ดี ชอบว่านิคส์และว่าพี่บอลด้วย ตอนเที่ยงไปบ้านพี่ตาลเล่นขายก๋วยเตี๋ยวกัน สนุกมากแต่โดนยายแม้วตี เพราะตัดใบไม้กับดอกไม้มาทำเส้นก๋วยเตี๋ยว”

        มันช่างเป็นบันทึกที่ใช้ภาษาซื่อเสียจริง ชวนตลกเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ที่ว่าตลกอาจเป็นเพราะ ได้อ่านได้รับรู้มันอีกครั้งในวันที่อายุเปลี่ยนไปแล้ว ความคิดที่โตขึ้นทำให้ความคิดเล็กๆในวัยเด็กเหล่านั้นดูไร้สาระ และน่าขำ แม่อ่านให้ฟังจบไปสองหน้า เสียงหัวเราะทั้งสองฝั่งหยุดลง เราคุยเรื่องอื่นกันอีกสักพักก่อนวางสาย

“ทำไมนะ เสียงหัวเราะยามเช้าในวันนี้ถึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึก โหยหาช่วงเวลาทีผ่านเลย”

“ทำไมนะ ในขณะที่ฉันคิดว่าไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนแปลง บอกตัวเองว่าฉันยังเป็นคนเดิม แต่ฉันกลับทำอะไรเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้ เขียนบันทึกแบบใช้ภาษาซื่อๆ เขียนออกมาจากใจทุกอย่าง ที่คิดแบบไหนก็เขียนออกมาแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว”

“ทำไม……” คำถามหลายๆคำถามเข้ามากองอยู่ในหัวจนเริ่มสับสน

เอ! หรือว่าฉันต้องเอาประโยคที่คิดไว้ก่อนหน้า มาอธิบายกับตัวเองเสียแล้ว….ถือเสียว่า ให้ประโยคนี้เป็นคำตอบของเรื่องราวเสียงหัวเราะในยามเช้าก็แล้วกัน

 “ทุกวันคือวันใหม่ แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเหมือนเดิมนั้น ก็อาจยังพบความเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่เข็มวินาทีของนาฬิกาทุกเรือนบนโลกยังไม่หยุดเดิน”

 

——>> ภาพจาก www.livingroom.org.au (ไม่ได้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์)

ให้ความเห็น