มิถุนายน 19, 2008
ดวงตาสีสนิมของชายชราเปี่ยมด้วยความหวังทุกครา เมื่อได้เห็นต้นไม้ต้นนั้นเจริญเติบโตขึ้นทีละน้อย ต้นไม้ที่เขาหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาได้พักพิง….และสูงเสียดฟ้าท้าลมฝนเฉกเช่นชื่อแปลกของมัน….ต้นทุ้งฟ้า
สองมือหยาบกร้านเอื้อมไปแตะแก้มลูกน้อยในเปลเบาๆ รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้ากรำแดดของหญิงวัยปลายยี่สิบ เมื่อเห็นอีกชีวิตหนึ่งหลับตาพริ้มยิ้มให้ หล่อนตั้งปณิธานในใจไว้ข้อหนึ่งว่าเพียงสิ่งเดียวที่จะให้ชีวิต ใหม่เลือดเนื้อเชื้อไขที่เพิ่งถือกำเนิดเป็นผู้เติมเต็มความฝัน ที่สูญหายไปให้นั้น….คือการได้เรียนหนังสือ
ทุกเช้าชายชรามักเดินย่ำไปบนใบไม้แห้ง ด้วยจังหวะก้าวย่างที่หนักแน่น สู่เวิ้งทุ่งที่เคยเต็มไปด้วยแมกไม้นานาชนิด บัดนี้เหลือเพียงต้นไม้ทีขึ้นเป็นหย่อมหมู่ ไม่เขียวชอุ่มไปทั่วป่า ดั่งที่เขาเคยเห็นในช่วงวัยที่ผ่านเลย เด่นสุดเห็นจะมีเพียงต้นไม้ต้นนั้น ต้นที่เขาลุงทุนปลูกด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ หลายคนที่เดินผ่านทางมักกล่าวกับเขาว่า “ไม้ต้นนี้แปลกดีไม่มีกิ่งมีก้านเหมือนไม้ใหญ่พันธุ์อื่น จะมีก็แต่ลำต้นที่พุ่งสูงสู่เบื้องบนกับกิ่งใบแผ่กว้างที่ปลายไ ม้เพียงเท่านั้น”…..เขายิ้มฟังด้วยความภาคภูมิใจก่อนกล่าวตอบคนเหล่านั้นสั้นๆว่า “ไร้กิ่งก้านให้รกต้น ก็เหมือนคนไร้เรื่องราวให้รกใจ”คำพูดถ้อยคำสละสลวยที่มักพรั่งพรูออกมาจากปากของเขา ทำให้ใครๆถึงกับยกย่องว่าเขาเป็นปราชญ์คนหนึ่งเลยทีเดียว ปราชญ์ที่มีทุ่งหญ้า ป่ากว้างเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่
วันแรกที่หล่อนต้องไปส่งลูกเข้าโรงเรียน หยาดน้ำรื้นเอ่อเต็มสองตาด้วยความปิติ เมื่อเห็นเด็กหญิงที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ อยู่ในเครื่องแบบชุดนักเรียนอนุบาล ที่เธอไม่เคยมีโอกาสได้ใส่ แม้นว่าลูกสาวของเธอจะดึงรั้ง ร้องไห้งอแงกลับบ้านเมื่อถึงเวลาเข้าเรียนก็ตามที
วันหนึ่งฝนตกหนัก สายลมแรงพัดกระโชก ทุกอย่างเหนือเวิ้งทุ่งแลดูสั่นส่ายแปรปรวนไปตามท่วงทำนองของธร รมชาติที่ดุดัน ชายชราวิ่งฝ่าสายฝนด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพื่อไปดูว่าต้นไม ้ของเขาหักโค่น โงนเงน เปราะบาง อ่อนแอเหมือนไม้ต้นอื่นหรือไม่ เมื่อไปถึงหัวใจที่เต้นแรง อาการเหนื่อยหอบจากการเดินทางอารามตกใจที่เกิดขึ้น ค่อยๆเข้าสูภาวะปกติ เขายืนนิ่งเหมือนต้นไม้ตรงหน้า ท้าทายห่าฝนที่เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
…..ทุ้งฟ้า ตระหง่าน และมั่นคง
กาลเวลาผันผ่าน จากเด็กน้อย กลายเป็นเด็กหญิง จนเลยเข้าสู่ช่วงวัยที่กลายเป็นเด็กสาว คนต่างร่ำลือว่าลูกสาวของหล่อนนั้นรูปงาม เดินเหินไปทางไหนก็มีเสียงเกี้ยวแซว จากคนนั้นคนนี้อยู่ร่ำไปโดยเฉพาะพวกจิ๊กโก๋ นักเลงในหมู่บ้าน หากแต่เธอไม่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากไปกว่าการตั้งหน้าตั้ง ตาใฝ่หาความรู้ ผลการเรียนของเธอมักทำให้แม่ยิ้มได้…บางคราวถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มใจ เฉกเช่นวันที่อาจารย์ประจำชั้นบอกว่า
“ลูกคุณเป็นเด็กเรียนดี จะต้องมีอนาคตไกลกว่าใครอีกหลายคนเป็นแน่”
ผ่านไปหลายปีต้นไม้ของชายชรา เหยียดตัวตรงตั้งฉากกับผืนดินเบื้องล่าง ลำต้นที่เคยเล็กเท่านิ้วโป้ง บัดนี้มันขยายกว้างราวหนึ่งคนโอบซึ่งจัดว่าใหญ่พอที่จะให้ร่มเง าได้ดังที่เขาเคยวาดหวัง….ทุกครั้งที่ฝนตกเขาไม่ต้องกลัวอีกแล้วว่าต้นไม้จะไหวลู่ เอนเอียงพยุงตัวต้านลมแรงไม่ไหว เพราะบัดนี้มันแข็งแกร่ง แข็งแกร่งเหลือเกิน “รากที่เคยเห็นเป็นเพียงเส้นเล็กๆคงหยั่งลึกถึงบาดาลไปแล้ว” เขามักคุยโวให้เพื่อนพ้องฟังแบบนี้เสมอ ต้นไม้ต้นนี้คงเป็นสิ่งเดียวในชีวิตเขาที่สามารถนำไปเล่าสู่กัน ฟังกับคนรอบข้างให้ได้รับรู้ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
เสียงเพลงจากวิทยุดังลอดเสียงแหบถี่ของคลื่นที่แทรกเป็นระยะ ผู้เป็นแม่เปิดหน้าต่างบานโตออก แสงสีทองอ่อนๆลอดเข้ามาสาดส่องไปทั่ว ลำแสงทำให้หล่อนต้องหรี่ตาพลางพึมพำ “วันนี้อากาศดี” ลูกสาวกำลังจะออกจากบ้านไปโรงเรียน เธอยังทำเหมือนทุกวันคือ…หันไปมองเด็กสาวในชุดนักเรียนพลางยิ้มให้แทนคำพูดว่า “ฝากความหวัง” รองเท้าสีดำเป็นมันปลาบถูกยกขึ้นมาสวมก่อนก้าวออกไปตามเจ้าของ รอยเท้าบนผืนดินหน้าบ้านใหญ่ขึ้นกว่าเก่ามากเมื่อเทียบกับรอยเท ้าที่ถูกประทับโดยรองเท้าสีดำคู่เล็กๆ ในวันวานที่เธอจดจำไม่มีลืม…..วันแรกที่เด็กหญิงตัวน้อยเข้าเรียนชั้นอนุบาล
รถเก๋งสีดำแล่นมาจอดเทียบศาลา ชายชรากำลังกวาดลานวัดอยู่ ดวงตาสีสนิมของเขาแลเห็นชายร่างท้วมในชุดสีกากีเดินลงมาจากรถคั นนั้นพร้อมกระเป๋าเอกสารในมือ ผู้มาใหม่ใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าคนผ่านโลกมายาวนานเฉกเช่นเขาย่อมรู้ว่า รอยยิ้มที่ปรากฏแฝงเร้นไว้ด้วยสิ่งใดบ้าง ชายร่างท้วมถามหาเขา และเริ่มต้นสนทนาอย่างเป็นงานเป็นการตามแบบคนที่อวดตนว่ามีการศ ึกษา “เราต้องการเวนคืนพื้นที่ตรงส่วนนั้นไปทำเส้นทางทางการนะครับ” ประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้นที่ช่วยให้เขาเข้าใจอะไรได้ง่ายกว ่าเก่า เข้าใจได้ง่ายกว่า คำพูดประเภทไทยคำภาษาฝรั่งคำที่ชายร่างท้วมพ่นออกมาครั้งแล้วคร ั้งเล่าก่อนหน้า
<<—————————————————————————————-
การเจรจาจบลงด้วยดีสำหรับผู้มาเยือน รถเก๋งสีดำแล่นออกจากวัดไปช้าๆ แล้วค่อยๆทวีความเร็วขึ้นทีละน้อยจนฝุ่นคลุ้ง คนขับเลี้ยวรถตัดโค้งอย่างผู้เชียวชาญ ทว่าความเชี่ยวชาญกลับจบลงเมื่อรถสิบล้อคันใหญ่แล่นสวนกันมาบนถ นนแคบๆนั้น มืออ้วนป้อมหักพวกมาลัยหลบด้วยความตกใจ
โครม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
รถเขาเสียหลักไปปะทะกับอะไรบางอย่างเข้า….ชายร่างท้วมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ภาพตรงหน้าทำให้เขาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง…..ด้วยรถไม่ได้ชนหลักข้างทาง ไม่ได้ชนต้นไม้ ………………………………………………………หากแต่ชนคน
——————————————————————————————>>
”ผู้เคราะห์ร้ายเป็นเด็กสาวในชุดนักเรียน อายุราวสิบหกสิบเจ็ด…เป็นลูกของหล่อน”
ผู้เป็นแม่คร่ำครวญปิ่มขาดใจเมื่อได้รับรู้ข่าวร้ายนี้ ดวงตาแดงก่ำฉายแววอาฆาตเมื่อจ้องมองไปยังชายชุดกากีที่นั่งอยู่ บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาดูมีการศึกษา ทว่าไร้ซึ่งความรับผิดชอบสิ้นดี หล่อนสบถคำหยาบคายออกมาหลายครั้งเมื่อฟังชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เขาพยายามขับรถหนี หากแต่หนีไปได้ไม่ไกลเพราะรถยางแตก… อีกทั้งยังมีทีท่าว่าห่วงรถคันโก้มากกว่าคนที่นอนเจ็บอยู่บนผืน หญ้าข้างทาง “เลือดกองใหญ่มาก” เมื่อนึกถึงคำพูดที่แม่ค้าคนที่ช่วยชีวิตลูกสาวอันเป็นที่รักขอ งเธอเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกคับแค้นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ทำได้แค่เพียงเท่านี้ เท่านี้จริงๆ “มีหรือที่หญิงชาวบ้านจนๆหาเช้ากินค่ำ จะไปสู้พวกคนมีการศึกษา ใจแคบได้” เธอคิดประชดในใจเงียบๆ…..
สามสัปดาห์ต่อมาพวกทำถนนเริ่มเข้าไปจัดการกับพื้นที่ของชายชรา กลางทุ่งเต็มไปด้วยรถไถ รถแบ็คโฮ และกระท่อมเล็กๆของคนงานอีกห้าหกหลัง เพียงครึ่งค่อนวันที่เครื่องจักรเหล่านั้นแผดเสียงสนั่นไปทั่วบ ริเวณ ต้นไม้เล็กๆก็ถูกถอนรากถอนโคนเสียเรียบเป็นหน้ากลอง ศพต้นไม้เกลื่อนลานดิน ชายชรายืนมองภาพเหล่านั้นด้วยแววตาที่ยากเกินคาดเดา เขาเป็นทุกข์ เสียใจ หรือกำลังสับสนกันแน่….หากแต่เมื่อภาพเก่าสลัดออกไป แทนที่ด้วยภาพใหม่ ดวงตาทั้งคู่กลับมีน้ำตาเอ่อท้นคลอเบ้า เสียงกรีดร้องของใบเลื่อยดังลอยมากับสายลมเอื่อยเชือดเฉือนหัวใ จของเขาออกเป็นเสี่ยงๆ……….บัดนั้นทุ้งฟ้า ถลาลงดิน
หล่อนลืมไปเสียสนิทว่านานแค่ไหนที่ตัวเองลุกๆนั่งๆวนเวียน อยู่ตรงเก้าอี้หน้าห้อง ที่เธอไม่เข้าใจคำแปลชื่อของมัน…ไอซียู แต่รับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่ามันเป็นห้องที่คนเจ็บใกล้ตายต้องเข้า ไปอยู่…แต่ละร่างที่บุรุษพยาบาลเข็นผ่านตา ล้วนแต่สาหัส หยาดน้ำตา ลูกโซ่ของความเจ็บปวด หน้าห้องนี้ไม่ได้เป็นของหล่อนเพียงคนเดียว หากเป็นของเด็กชายวัยรุ่นที่นั่งเศร้าซึมอยู่ข้างๆหล่อน หญิงวัยกลางคนที่นั่งร้องไห้รอสามีที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้าไปในห้ อง หรือครอบครัวที่เอาเสื่อผืนยาวมาปูนอนรอคนที่รักออกมาจากห้องไอ ซียูนี้……………..
ต้นไม้ที่เคยสูงสง่า เหลือเพียงตอสั้นๆผุดโผล่ขึ้นมาเหนือกองดิน ไม่นานก็คงถูกถอนรากขึ้นมาเฉกเช่นเพื่อนพ้องของมัน ไม่เหลือสิ่งใดให้เขาได้ระลึกถึง ชายชราหันมองไปรอบๆก่อนทรุดตัวลงใกล้ๆกับตอไม้ มือคล้ำแดดแตะผืนดินตรงหน้าด้วยความอาลัย หยาดน้ำตาไหลผ่านร่องแก้มเ*่ยวย่นหยดลงบนกอหญ้าเฉา ภาพชายร่างท้วมยังตามหลอกหลอนอยู่ในห้วงคำนึง “ผมให้เงินคุณได้แค่ครึ่งเดียว เพราะในสัญญาระบุว่าต้องหักอีกครึ่งหนึ่งไว้สำหรับจัดการเรื่อง การเคลียร์พื้นที่” น้ำเสียงของชายคนนั้นแตกต่างจากวันแรกโดยสิ้นเชิง วินาทีที่ชายคนนั้นพ่นประโยคนี้ออกมา เขารู้โยทันทีว่ากำลังถูกโกง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกล้ำกลืนยอมรับพร้อมทั้งคิดในใจว่า
“มีหรือที่ชาวบ้านจนๆหาเช้ากินค่ำ จะไปสู้พวกคนมีการศึกษาใจแคบพวกนั้นได้”
วันที่หมอบอกกับหล่อนว่า ลูกสาวที่รักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตล อดชีวิต หัวใจของผู้เป็นแม่แทบสลายไปตามๆกัน “หนูรักแม่เท่าฟ้าเลย” เสียงใสๆที่เคยได้ยินอยู่ทุกค่ำคืน กลับกลายเป็นเพียงความเงียบเหงาเคว้งคว้าง ทุกอย่างนิ่งงันอยู่กับที่ ณ เวลานี้ความหวังที่เคยล้นปรี่อยู่เต็มอก ได้กลายเป็นเพียงสิ่งที่รำไรไร้จุดหมายดั่งดวงอาทิตย์ที่ส่องแส งแจ่มจรัสในยามเช้า แล้วสูญหายลับตาไปยามค่ำคืน ถ้ารุ่งขึ้นฝนตกหนัก ก็คงจะไม่ได้เห็นมัน…พระอาทิตย์แห่งความหวัง
รถไถสีส้มสด ไถดันสิ่งกีดขวางอีกรอบซากศพต้นไม้ที่นอนเรียงเก้กังอยู่ ถูกไถไปสุมอยู่กองหนึ่งก่อนคนงานจะจดไฟเผาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ชายชราเดินสำรวจอีกรอบ เขาไม่พบตอไม้ตรงที่เดิม “มันคงตาย ตามเพื่อนๆไปแล้วสินะ” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันหลังกลับ…ดวงตาสีสนิมช่างเหม่อลอย….ไร้แววแห่งความหวังดังเช่นวันวาน
เสียงเปิดประตูดังขึ้นหล่อนสะดุ้งจากภวังค์ ทว่าแววตาตกใจเมื่อครู่กลับกลายเป็นชิงชัง เมื่อเห็นชัดว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาคือ ชายร่างท้วมคนนั้น เขามาพร้อมกับ ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่
“เท่านี้คงพอนะสำหรับค่าชดใช้ ฉันไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต” เขาพูดพลางวางซองนั้นลงตรงหน้าหล่อน หล่อนหยิบขึ้นมาดูก่อน ปามันใส่เขา
“เงินที่พวกแกไปโกงคนอื่นเขามานี้ คงทำให้ลูกฉันเป็นเหมือนเดิมได้สินะ ถ้าแน่จริงทำให้ลูกฉันฟื้นขึ้นมาสิ” เธอพูดเสียงสั่นด้วยความโกรธ
“ทำไมเรื่องมากนักนะ” ชายร่างท้วมชักสีหน้าไม่พอใจ ไร้ซึ่งความสำนึก ก่อนก้าวอาจๆเดินออกไปอย่างไม่ใยดีกับภาพเบื้องหลัง
หล่อนกุมมือลูกไว้แน่น มือหยาบกร้านอีกข้างเอื้อมไปแตะแก้มเด็กสาวบนเตียงเบาๆ หยาดน้ำตาพรั่งพรูไม่ขาดสาย ไหลหยดลงบนแก้มอีกชีวิตหนึ่งที่เหลือเพียงลมหายใจ…
เด็กสาวยังไม่ตาย ยังไม่ตายเพราะเธอยังมีลมหายใจ ทว่าหัวใจของผู้เป็นแม่ได้ตายไปแล้ว ตายจากไปพร้อมๆกับต้นไม้ต้นนั้นและหัวใจของชายชรา….
…………………………………………………………………………………………..
* แรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง “แม่” ของแมกซิม กอร์กี้ และจากเทคนิคการสร้างภาพยนตร์แบบ Parallelism (การตัดสลับไปมา ระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์) ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง” The Great Train Robbery”
*ต้นทุ้งฟ้า คือต้นไม้ประจำจังหวัดกระบี่
*ภาพจาก http://www.oldswinford.dudley.gov (ไม่ได้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์)
บันทึกโพสใน เรื่องสั้น |
ให้ความเห็น
เฮ้ยดีๆ น่าเอาไปทำหนังสั้น