h1

เพียงวัน

มิถุนายน 14, 2008

        

          เพียงวัน….เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ฉันได้เข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียนสอนคนตาบอด(โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ) รู้สึกว่าตัวเองได้ซึมซาบอะไรหลายๆอย่างจากที่นั่น ที่ที่ไม่อยากไปเอาเสียเลยในตอนแรก ที่ว่าไม่อยากไปนี่เป็นเพราะต้องไปกันในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดที่ตั้งหน้าตั้งตารอ วันที่วางแผนไว้เสียดิบดีว่าจะทำอะไรหลายๆอย่างที่ยังคั่งค้าง ทั้งที่คิดว่ามีประโยชน์และไร้สาระ

          รถตู้แล่นออกจากมหาวิทยาลัยราวเก้าโมงเศษ ฉันไม่รู้ว่าที่ตั้งของจุดหมายปลายทางที่กำลังจะไปในวันนี้ตั้งอยู่ตรงส่วนไหน เพราะไม่เคยไปมาก่อน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรวิตกในเมื่อการเดินทางมีผู้ชำนาญเส้นทาง…….ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อเพื่อนที่นั่งข้างกันเอื้อมมามาตีที่ไหล่พร้อมทั้งส่งเสียงเบาๆว่า…”ตื่นๆถึงแล้ว”

          ทันทีที่ไปถึง พวกเราอยู่ในฐานะอาสาสมัคร ระหว่างที่คอยเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องเอกสาร ฉันก็เหลือบมองน้องๆหลายคนที่เดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆกัน แน่นอนเด็กเหล่านี้ล้วนพิการทางสายตา

          น้องคนแรกเป็นเด็กผู้หญิงสวมเสื้อสีส้ม เธอร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอพยายามหรี่ตาครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก้มมองมาที่พวกเราฉันเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเธอตาบอดเพียงข้างเดียว…..เธอยังคงมองเห็นความเป็นจริงอยู่สินะ มองเห็นผู้คน มองเห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจดจำ…….แม้จะมองเห็นด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว แต่ฉันเชื่อแน่ว่าเธอไม่ได้มองเห็นโลกเพียงครึ่งซีก ไม่ได้มองเห็นเพียงด้านหนึ่ง เพราะรอยยิ้มของเธอที่ส่งมา มันแผงไปด้วยความประหม่าอย่างที่ฉันเองก็เคยเป็น

          คนที่สองเป็นเด็กผู้ชาย สวมเสื้อกล้ามสีฟ้ากับกางเกงสีมอๆ อายุน่าจะน้อยกว่าคนแรก เดินถือของเล่นในมือ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาหรี่มากจนทีแรกฉันเกือบคิดไปว่ามันปิดสนิท เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันหันไปมองอยู่หลายครั้งจึงได้แนะนำให้รู้จักว่าเขาชื่ออะไร เรียนอยู่ชั้นไหน “เขาพอจะมองเห็นบ้าง แต่เห็นเพียงแสงเล็กๆน้อยๆ” พี่ผู้หญิงใจดีพูดจบฉันเห็นเด็กชายยกของเล่นขึ้นมองใกล้ๆ เด็กน้อยทำท่าเพ่งพินิจอยู่นาน ก่อนผลักประตูเดินออกไป….โลกของเขาคงเป็นโลกที่ต้องการแสงสว่าง แสงสว่างที่พอจะช่วยไขว่าสิ่งที่เหมือนจะสำผัสได้นั้นคืออะไรกันแน่…..

          ไม่นานเกินรอ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปยังห้องสอนการบ้าน เสียงเฮดั่งลั่นเมื่อเจ้าหน้าที่พวกกับน้องๆว่า “วันนี้มีพี่ๆมาเยี่ยม” ท่ามกลางเสียงกล่าวทักทายเสียงดีใจนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกโหวง ว้าเหว่ชั่วขณะ……มันคล้ายเป็นเสียงระบายความเหงาก็ไม่เชิง(ฉันไม่แน่ใจว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่อยากให้ลองคิดตามดูนะคะ)

          น้องๆแนะนำชื่อเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ น้องคนที่ฉันต้องสอนการบ้าน เธอนั่งอยู่แถวหลังสุด นั่งคนเดียว และท่าทางเก็บตัว เสื้อสีเขียวที่พิมพ์ลายมิคกี้เม๊าส์สะดุดตาไม่น้อย….สะดุดตาสำหรับคนที่มองเห็นมัน…. เพียงวัน เจ้าห้องเสื้อลายมิคกี้เม๊าส์เธอชื่อนี้ เธอยิ้มให้ฉันเล็กน้อยเมื่อแนะนำตัวเสร็จ ยิ้มที่ดูเหมือนจะเกร็งๆอึดอัด แม้ไม่ได้สื่อออกมาด้วยแววตา ทว่าท่าทางสื่อให้รู้ สิ่งเดียวที่ฉันควรทำคือสร้างความสนิทสนมเป็นกันเอง โต๊ะที่เพื่อนฉันนั่งอยู่เริ่มมีเสียงแปลกๆที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ฉันพอเดาออกว่าน่าจะเป็นเสียงเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์สักอย่าง….ใช่แล้ว มันเป็นเสียงเครื่องคิดเลขนี่เอง ฉันจึงหันไปถามเพียงวันบ้างว่าเธอคิดเลขยังไง เธอจึงควานหาเครื่องมือช่วยคิดในกระเป๋าเป้ครู่หนึ่ง….ก่อนจะดึงตารางลูกคิดออกมา

“บอกได้คำเดียวว่า” ฉันแปลกใจ อย่างน้อยในช่วงเวลาห้าหกนาทีที่พบกัน นี่ก็เป็นเรื่องนึงล่ะที่เธอทำได้แต่ฉันทำไม่ได้

           ขณะที่ เพียงวัน เอื้อมมือคลำนั่นคลำนี่ไปมาบนโต๊ะ ฉันจึงสังเกตุได้ว่าดวงตาของเธอบอดสนิท….เพียงวันโลกของเธอจะเป็นสีดำมั๊ยนะ? เกิดคำถามขึ้นในใจฉัน…..ก่อนที่จะลงมือทำหน้าที่อย่างจริงจัง แม้เธอจะไม่ค่อยพูดจาเหมือนเด็กๆโต๊ะอื่น หากแต่ คล้ายว่าความพยายามจะมากกว่า สังเกตุได้จากท่าทางการคิดตามที่ต้องใช้จินตนาการเป็นอย่างสูง กับการใช้ตารางลูกคิดจนมือเป็นระวิงตลอดเวลานั้น

          เมื่อสอนการบ้านครบทุกข้อ เพียงวันเธอเดินคลำทางออกไปด้านนอก เพื่อนำทางฉันไปห้องน้ำ วินาทีนี้นี่เองที่ฉันรู้สึกว่าเด็กหญิงคือคนที่มองเห็น ส่วนฉันคือคนที่ดวงตาบอดสนิท….คราวนี้เธอก็ได้เปรียบมากกว่าฉัน ในฐานะผู้ชำนาญเส้นทางของที่นี่อีกเช่นกัน ระหว่างทางเธอถามฉันว่า “พี่ชอบดูละครมั๊ย” ฉันไม่ตอบแต่ถามกลับไปว่า “ทำไมล่ะ น้องชอบดูละครเหรอคะ” เธอพยักหน้าหงึกๆก่อนเอ่ยถึงชื่อละครเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่บอกว่า”ติดหนึบ”มาสี่ห้าเรื่องด้วยท่าทางมีความสุข ฉันไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้ม….พลางคิดอะไรในใจเงียบๆ

          กลับมาจากห้องน้ำ ฉันพอมีเวลาว่างเพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสิ้นสุดลงแล้ว จึงนั่งวาดภาพน้องเพียงวันเก็บไว้(ที่นี่ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปนักเรียน) วาดเก็บไว้ในสมุดบันทึก…..และอัดสำเนาเก็บไว้ในใจอีกชุดหนึ่งก่อนบอกลา

………………………………………………………………………………………………..

ก้าวพ้นออกมาจากประตูรั้ว ฉันนึกถึงคำถามที่ถามตัวเองไว้ว่า“เพียงวัน โลกของเธอจะเป็นสีดำมั๊ยนะ?”

“ไม่นะโลกของฉันไม่ได้เป็นสีดำ มันมีทุกสี มีมากกว่าสีในกล่องสีชอล์คกล่องใหญ่ของเธอเสียอีก และสดใสด้วยล่ะเพราะโลกของฉันไม่มีสีฝุ่นควัน สีทีถูกคนนั้นคนนี้ในสังคมป้ายใส่กันจนเละเทอะสกปรก เอ้อ แล้วพระเอกในละครที่ฉันดูก็เป็นคนดีมากๆเลย แม้จะเป็นคนๆเดียวกันแต่ คงแตกต่างจากพระเอกในโลกของเธอมากแน่ๆ ใช่มั๊ยล่ะ? มีอยู่อย่างเดียวที่โลกของฉันเสียเปรียบโลกของเธอ ก็เวลาคิดเลขไงเล่า”…..ทันใดภาพแผงลูกคิดสี่เหลี่ยมก็ลอยมาในหัว

!!!!!เอ้านั่นมัน รถเมล์นี่หว่าไม่ใช่ตารางลูกคิด ขึ้นๆๆๆ มัวแต่คิดอะไรอยู่นะเรา เดี๋ยวก็ตกรถกันพอดี…….

3 ของความคิดเห็น

  1. เดี๋ยวไปโฆษณาใน hi 5 ให้ อิอิ


  2. ความเป็นจริง…
    บางทีการที่ตาบอดสองข้าง อาจจะดีกว่ามีตาสองข้างก็ได้
    โลกนี้มีหลายอย่างที่ไม่น่าเหน และไม่เห็นเสียจะดีกว่า

    รับรู้ด้วยสัมผัสทั้ง 4 ที่เหลือ อาจจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่าความทุกข์ก็ได้นะ


  3. #2
    ที่จริงตอนสุดท้ายนิคส์ก็สรุปไว้แบบนั้นล่ะค่ะ



ให้ความเห็น