h1

หดหู่

มิถุนายน 12, 2008

      

        สองสามวันที่ผ่านมา อาจารย์ประกาศงด Section(ไม่มีเรียนในวิชานั้นๆ)อยู่หลายวิชา

บางท่านไปดูงานต่างประเทศ บางท่านติดงานสัมนา…อีกหลายท่านไม่ได้แจงเหตุผล

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะบอกเล่า…

ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีเรียนอีกเช่นกัน

แน่นอนล่ะ ฉันไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่นัก ไม่ใช่เพราะอยากเรียนอะไรนักหนา

แต่เพราะ ทุกทีที่ว่างฉันมักไม่มีที่ไป ไม่รู้จะทำอะไรที่มันมีจุดหมายมากไปกว่า นั่งฆ่าเวลาไปเล่นๆ

พร้อมๆกับเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ที่ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่…

และสถานที่ฆ่าเวลาก็เป็นที่เดิมๆ ที่คงหนีไม่พ้นหอสมุด

หอสมุดในวันนั้น ครึกครื้นผิดวิสัย คนเยอะไปหน่อย ไม่เงียบเท่าที่ควร

หากก็เข้าใจ เพราะเหล่าเฟรชชี่น้องใหม่ที่เพิ่งเป็นเด็กมหาลัย

ต่างก็เห่อมหาลัย (เข้ามาตากแอร์ หนีร้อนด้านนอกด้วยส่วนหนึ่ง55)

ฉันแทบไม่มีที่นั่ง

ไม่ใช่เพราะที่นั่งมีไม่มากพอรองรับนักศึกษา…มันมีมากจนเกินจำเป็นด้วยซ้ำ

ทว่า โต๊ะยาวที่นั่งได้หลายคนเหล่านั้น มักมีคนอื่นๆที่นั่งกันเพียงคนสองคน จับจองไว้หมดแล้ว

ฉันจึงได้แต่ยืนแกร่วอยู่กับที่ ก็อย่างที่บอกล่ะนะว่า ฉันไม่มีที่ไปนี่นา

เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนตะแกรงหนังสือที่อ่านแล้ว

“THE RAPE OF NANKING” (“หลั่งเลือดที่นานกิง”)

ไม่ใช่ฉันเป็นพวกชอบความรุนแรงอะไรหรอกนะ แต่รูปภาพที่ปรากฏอยู่บนปกหนังสือมันชวนให้อ่านจริงๆ

คงเป็นเพราะเรียนการสื่อสารล่ะมั้ง ถึงได้อินกับคำว่า “Seeing is believing”มากไปหน่อย

ฉันเคยได้ยินพี่ชายเล่าให้ฟังมาบ้าง ถึงความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น ในสงครามยกพลขึ้นบกที่นานกิง

แต่ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องธรรมดาในสมรภูมิเหมือนที่เคยได้ดูใน ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม

เช่นเรื่อง On Quiet on the Western front(แนวรบด้านตะวันตกยังไม่เปลี่ยนแปลง) หรือเรื่อง Flag of our father

ที่ต่างฝ่ายต่างทิ้งระเบิด สาดกระสุน ใช้มัสตาร์ดแก๊ส โจมตีฝ่ายตรงข้ามให้พังพินาศ ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก โกรธแค้นกันมาก่อน

ตามวิธีแห่งสงคราม….

แต่ว่าเมื่อได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงได้รู้ว่าคิดผิดถนัด

ปืนใหญ่ ปืนยาว ก๊งแก๊สอะไร ยังน้อยไป

คนจีนที่นานกิง โดนมากกว่านั้น รองรับความป่าเถื่อนของกองทัพแห่งแดนอาทิตย์อุทัยสารพัดรูปแบบ

ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนราวกับฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น บี้มด ตบยุง ก็ไม่เชิง

เอาการทำลายชีวิต มาจัดเป็นเกมการแข่งขันที่น่าอับอาย…สำหรับฉันมันน่าอับอาย ในฐานะที่เป็นคนคนนึงเหมือนกัน

คนที่คิดว่า…การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการเป็นคนคือการเป็นผู้เจริญแล้ว

วิธีการลงโทษเหล่านั้น โหดเหี้ยมเหลือเกิน….นั่งอ่านไป สยองไป

เช่นว่า แข่งกันตัดหัวคนจีน(คงตามแบบซามูไร) ฝังคนทั้งเป็น

เอาทารกมาเผาไฟ เอาคนมาฝังครึ่งตัวแล้วปล่อยให้สุนัขป่าเข้าไปฉีกทึ้งจนเนื้อตัวเหวอะหวะ

ข่มขืนเรียงคิวหญิงชาวจีน ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดง เด็กสาวไปจนถึง หญิงชรา

หรือการบังคับให้คนสายเลือดเดียวกัน ช่มขืนกันเอง ทั้งๆที่คนเหล่านี้ไม่มีทางสู้

ในหนังสือบรรยายว่า ช่วงเหตุการณ์แม่น้ำแยงซีกลายเป็นสีเลือดเลยทีเดียว

เพราะศพเป็นหมื่นๆศพถูกนำไปไว้ใกล้แม่น้ำ…..

อ่านไม่ทันถึงครึ่งเล่ม ความอยากรู้อยากเห็นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ฉันเลยเปิดข้ามไปดูหน้าหลังๆที่มีรูปเหตุการณ์ซะก่อน(รูปพวกนี้ถ่ายโดยชาวต่างชาติที่อยู่ในเหตุการณ์)

เท่านั้นล่ะ…..เหงื่อซึมเต็มมือ ทั้งๆที่แอร์เย็นฉ่ำ

รูปแต่ละรูป บอกเล่าเรื่องราวที่แสนรันทดนี้ได้ดีกว่า สองร้อยกว่าหน้าที่อ่านไปแล้วเสียอีก

เกิดความนิ่งงันชั่วขณะ…ท่ามกลางหอสมุดที่เสียงดังระงมในตอนแรก

โอยยยย….แล้วฉันจะกินมื้อเที่ยงได้ยังไงล่ะเนี่ย

ดูรูปพวกนี้แล้ว….มันเหนือคำบรรยายจริงๆ

หดหู่ หดหู่ใจ หดหู่มาก หดหู่เหลือเกิน หดหู่สุดๆ หดหู่ที่สุด หดหู่มากที่สุด หดหู่มากที่สุดถึงมากที่สุด (พอแล้วดีกว่า)

วันนั้น ฉันวางหนังสือเล่มนั้นลงทั้งที่ยังอ่านไม่จบ(คาดว่าถ้ามีโอกาส วันหลังจะมาอ่านต่อ)

ก่อนเดินไปยังศูนย์อาหาร สั่งอาหารเมนูโปรดเป็นมื้อกลางวัน

“เอาก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่หมูน้ำตก แต่ไม่ต้องใส่เลือด ไม่ต้องใส่เนื้อนะคะป้า”

(คนขายแอบทำหน้างงปนหงุดหงิด นึกว่าฉันพูดกวน)

4 ของความคิดเห็น

  1. จบได้ฮาดี ไม่เครียดเกินไป

    อันนี้มีหลากรสชาด อันนี้ชอบนะ


  2. จริงๆ กินไม่ลงซักสองสามวันมั๊ง
    แล้วเดี๋ยวกลับมากินลงอีก ….

    จริงๆ ถ้าไม่ต้องใส่เลือดใส่เนื้อนี่ ส่งมาให้พี่ก็ได้นะ
    แหะๆ


  3. ไม่ใช่สองสามวันค่ะพี่นัท

    สองสามชั่วโมงเอง

    เพราะตอนเย็นนิคก็กินอีกจริงๆด้วย


  4. นิคอยากให้พี่อาร์มลองหามาอ่านเอง

    จะรู้ซึ้งเลยว่าตอนอ่านน่ะ

    รสชาติเดียวเอง

    “หดหู่”



ให้ความเห็น