h1

ย้ายบ้าน

มิถุนายน 23, 2008

ตอนนี้นิคส์ย้ายบ้านไปอยู่ exteen แล้วนะเพื่อนๆ

http://nics-gallery.exteen.com

แวะไปเยี่ยมกันหน่อย

ปล วันจันทร์เรียนจิตวิทยา เจอกันตอนเก้าโมงครึ่งจ้ะ

h1

ใบไม้…

มิถุนายน 21, 2008

 

วันหนึ่ง ต้นชัวโมงเรียนเพื่อนสนิทสะกิดบอกฉันว่า ชีวิตเธอเหมือนใบไม้ในสายน้ำ ล่องลอยไร้จุดหมาย

ไม่อยากรู้วันข้างหน้า ไม่อยากจดจำอดีต ไม่มีการกำหนดทิศทางการไหลของชีวิต ทุกวันที่ผ่านไป

ดำรงอยู่ได้เพียงเพราะกระแสน้ำนำพา…

เมื่อน้ำเชี่ยวกราก โลกของเธอก็หมุนเร็ว เมื่อน้ำไหลเอื่อยแต่ละวันของเธอก็ผ่านไปแสนยากเย็น……..

และเมื่อใดที่น้ำนิ่ง เธอก็ต้องลอยเคว้งอยู่กับที่……

จากคำบอกเล่าของเธอ ทำให้ฉันเข้าใจได้ไม่ยากในแบบของคนที่เคยรู้สึกเช่นเดียวกัน

มันเป็นความรู้สึกที่ลอบครองพื้นที่ความคิดแทบทุกส่วน…..ในวันที่ไร้แรงบันดาลใจ

วันที่จับปากกาขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร 

วันที่อยากวาดรูปแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

วันที่อยากจับกล้องถ่ายภาพสักภาพ แต่กลับถอดใจ

วันที่ต้องนั่งรอแสงอาทิตย์หมุนมาหา แทนที่จะเดินไปหามัน

และอีกหลายๆวัน ซึ่ง “ชีวิตตัน สมองตัน “

วันที่เรามัวแต่ให้ความสำคัญกับคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆ จนลืมให้เกียรติความคิดตัวเอง

คิดว่าตัวเองไม่มีวันทำได้ หรือยากเกินจะทำ พาลให้วางมือไปจากทุกอย่างที่เคยอยู่ในภาพฝัน

ทุกครั้งที่มีเสียงถอนหายใจดังขึ้นเพราะเรื่องนี้…….

ก็เหมือน “กำลังใจและแรงบันดาลใจ” ได้ถูกถอนออกไปจากบัญชีที่เคยสะสมไว้เช่นกัน

 วันนั้น ท้ายคาบเรียน ฉันบอกกับเธอไปว่าเธอไม่ใช่ใบไม้ในสายน้ำ

เธอไม่ใช่ขนนกที่ลอยละลิ่วในสายลมอะไรทั้งนั้น

เธอก็เป็นตัวเธอ เพียงแต่ยังมองเห็นตัวเองเป็นอื่นไปก็เท่านั้น……..จากนี้ไป

“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

“เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

ฉันพูดออกไปเพียงครั้งเดี๋ยว ทว่าต้องการให้มันสะท้อนอยู่ในใจเธอหลายๆครั้งเพื่อเรียกความเชื่อมั่น และแรงบันดาลใจกลับคืนมา

“ต้องเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”

h1

เสียงหัวเราะในยามเช้า

มิถุนายน 21, 2008

    
       
        วันนี้ฉันตื่นแต่เช้า ราวตีห้ากว่าๆเพื่อไปวิ่งออกกำลังกายกับรูมเมทตามปกติที่สนามกีฬาไม่รู้จักชื่อ แต่เรียกกันจนติดปากว่าสนามหอเอ เดาไปว่าน่าจะหมายถึงหอเอเชี่ยนเกมที่เราพักกันอยู่  ใครคนหนึ่งเคยบอกว่าสนามหนึ่งรอบกว้างประมาณ 400 เมตร เมื่อไปถึงแล้วเราเดินกันก่อนคนละ 1 รอบ ก่อนวิ่งเหยาะๆต่ออีก 5 รอบ เสียงเหนื่อยหอบดังขึ้นเป็นระยะ แต่เราก็ไม่ยอมหยุด วิ่งต่ออยู่นั่นแหละ วิ่งกันจนพระอาทิตย์โผล่หน้ามายิ้มให้ จึงค่อยๆหยุด แล้วเดินต่อกันอีกคนละ1รอบ ฉันคำนวณในใจคร่าวๆสรุปว่า วันนี้เราทั้งวิ่งทั้งเดินกันไปได้ระยะทางตั้งเกือบสามกิโลเมตร คิดเสร็จก็รีบหันไปบอกเพื่อนด้วยความตื่นเต้นว่า

“โห วันนี้เราอึดกันมากเลยเนอะ วิ่งได้ตั้งเกือบสามกิโล(เมตร)แน่ะ”

“นิคส์พูดแบบนี้มาเดือนกว่าแล้วนะ แปลกยังไงในเมื่อเราก็วิ่งแบบนี้กันทุกวัน” เธอพูดด้วยสีหน้างงๆราวกับจะเตือนให้รู้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย

“ทุกวันคือวันใหม่ แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเหมือนเดิมนั้น ก็อาจพบความเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่เข็มวินาทีของนาฬิกาทุกเรือนบนโลกยังไม่หยุดเดิน” ฉันคิดประโยคไว้เสียยืดยาวในใจเพื่อใช้อธิบายให้เธอฟัง หากแต่ไม่ได้พูดออกไป

        วิ่งเสร็จกลับมาที่ห้อง ดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ เห็นแม่โทรมาราวสามสี่สาย คิดว่าคงมีธุระสำคัญเห็นโทรมาแต่เช้าจึงโทรกลับไป ธุระที่ฉันคิดว่าสำคัญนั้นแท้จริงแล้วก็คือ แม่บอกว่าเมื่อวานลองไปค้นสมุดเก่าๆของฉันในกล่องที่แม่เคยเก็บรวมๆกันไว้ดู กะว่าจะเอามาให้น้องฝึกเขียนบันทึก แต่พบบันทึกของฉันอยู่ในสมุดพวกนั้นแทน ที่สำคัญมันเป็นบันทึกที่ระบุวันเวลาว่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำถึงเรื่องราวบนหน้ากระดาษเหล่านั้น แต่ก็ยังอยากรู้ว่าตัวเองเคยเขียนเล่าอะไรไว้บ้าง แม่จึงอ่านให้ฟังราวสองสามหน้า ฉันถึงกับหัวเราะออกมาดังๆกับเรื่องในอดีตพวกนั้น

“วันนี้นิคส์ตื่นแต่เช้า แล้วไปกระโดดยางบ้านน้าแป๋ว ล้มจนหัวเข่าเลือดออก ตอนกลับบ้านกลัวพ่อด่า นิคส์เลยเอาสติ๊กเกอร์รูปเซเลอร์มูนตัวใหญ่ที่สุดที่พี่ตาลซื้อให้มาปิดเอาไว้ พ่อก็ไม่เห็นแผล”

“วันนี้ตอนเช้านิคส์ไม่เล่นกับน้อง เพราะเมื่อวานยายแดงบอกว่า แม่รักน้องแต่ไม่รักนิคส์แล้ว นิคส์เกลียดยายแดงเพราะเป็นคนแก่นิสัยไม่ดี ชอบว่านิคส์และว่าพี่บอลด้วย ตอนเที่ยงไปบ้านพี่ตาลเล่นขายก๋วยเตี๋ยวกัน สนุกมากแต่โดนยายแม้วตี เพราะตัดใบไม้กับดอกไม้มาทำเส้นก๋วยเตี๋ยว”

        มันช่างเป็นบันทึกที่ใช้ภาษาซื่อเสียจริง ชวนตลกเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ที่ว่าตลกอาจเป็นเพราะ ได้อ่านได้รับรู้มันอีกครั้งในวันที่อายุเปลี่ยนไปแล้ว ความคิดที่โตขึ้นทำให้ความคิดเล็กๆในวัยเด็กเหล่านั้นดูไร้สาระ และน่าขำ แม่อ่านให้ฟังจบไปสองหน้า เสียงหัวเราะทั้งสองฝั่งหยุดลง เราคุยเรื่องอื่นกันอีกสักพักก่อนวางสาย

“ทำไมนะ เสียงหัวเราะยามเช้าในวันนี้ถึงทำให้ฉันเกิดความรู้สึก โหยหาช่วงเวลาทีผ่านเลย”

“ทำไมนะ ในขณะที่ฉันคิดว่าไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนแปลง บอกตัวเองว่าฉันยังเป็นคนเดิม แต่ฉันกลับทำอะไรเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้ เขียนบันทึกแบบใช้ภาษาซื่อๆ เขียนออกมาจากใจทุกอย่าง ที่คิดแบบไหนก็เขียนออกมาแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว”

“ทำไม……” คำถามหลายๆคำถามเข้ามากองอยู่ในหัวจนเริ่มสับสน

เอ! หรือว่าฉันต้องเอาประโยคที่คิดไว้ก่อนหน้า มาอธิบายกับตัวเองเสียแล้ว….ถือเสียว่า ให้ประโยคนี้เป็นคำตอบของเรื่องราวเสียงหัวเราะในยามเช้าก็แล้วกัน

 “ทุกวันคือวันใหม่ แม้ในสิ่งที่เราคิดว่าเหมือนเดิมนั้น ก็อาจยังพบความเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆตราบเท่าที่เข็มวินาทีของนาฬิกาทุกเรือนบนโลกยังไม่หยุดเดิน”

 

——>> ภาพจาก www.livingroom.org.au (ไม่ได้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์)

h1

ความหวังที่จากไป

มิถุนายน 19, 2008

 

 ดวงตาสีสนิมของชายชราเปี่ยมด้วยความหวังทุกครา เมื่อได้เห็นต้นไม้ต้นนั้นเจริญเติบโตขึ้นทีละน้อย ต้นไม้ที่เขาหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาได้พักพิง….และสูงเสียดฟ้าท้าลมฝนเฉกเช่นชื่อแปลกของมัน….ต้นทุ้งฟ้า

          สองมือหยาบกร้านเอื้อมไปแตะแก้มลูกน้อยในเปลเบาๆ รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้ากรำแดดของหญิงวัยปลายยี่สิบ เมื่อเห็นอีกชีวิตหนึ่งหลับตาพริ้มยิ้มให้ หล่อนตั้งปณิธานในใจไว้ข้อหนึ่งว่าเพียงสิ่งเดียวที่จะให้ชีวิต ใหม่เลือดเนื้อเชื้อไขที่เพิ่งถือกำเนิดเป็นผู้เติมเต็มความฝัน ที่สูญหายไปให้นั้น….คือการได้เรียนหนังสือ

          ทุกเช้าชายชรามักเดินย่ำไปบนใบไม้แห้ง ด้วยจังหวะก้าวย่างที่หนักแน่น สู่เวิ้งทุ่งที่เคยเต็มไปด้วยแมกไม้นานาชนิด บัดนี้เหลือเพียงต้นไม้ทีขึ้นเป็นหย่อมหมู่ ไม่เขียวชอุ่มไปทั่วป่า ดั่งที่เขาเคยเห็นในช่วงวัยที่ผ่านเลย เด่นสุดเห็นจะมีเพียงต้นไม้ต้นนั้น ต้นที่เขาลุงทุนปลูกด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ หลายคนที่เดินผ่านทางมักกล่าวกับเขาว่า ไม้ต้นนี้แปลกดีไม่มีกิ่งมีก้านเหมือนไม้ใหญ่พันธุ์อื่น จะมีก็แต่ลำต้นที่พุ่งสูงสู่เบื้องบนกับกิ่งใบแผ่กว้างที่ปลายไ ม้เพียงเท่านั้น”…..เขายิ้มฟังด้วยความภาคภูมิใจก่อนกล่าวตอบคนเหล่านั้นสั้นๆว่า ไร้กิ่งก้านให้รกต้น ก็เหมือนคนไร้เรื่องราวให้รกใจคำพูดถ้อยคำสละสลวยที่มักพรั่งพรูออกมาจากปากของเขา ทำให้ใครๆถึงกับยกย่องว่าเขาเป็นปราชญ์คนหนึ่งเลยทีเดียว ปราชญ์ที่มีทุ่งหญ้า ป่ากว้างเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่

            วันแรกที่หล่อนต้องไปส่งลูกเข้าโรงเรียน หยาดน้ำรื้นเอ่อเต็มสองตาด้วยความปิติ เมื่อเห็นเด็กหญิงที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ อยู่ในเครื่องแบบชุดนักเรียนอนุบาล ที่เธอไม่เคยมีโอกาสได้ใส่ แม้นว่าลูกสาวของเธอจะดึงรั้ง ร้องไห้งอแงกลับบ้านเมื่อถึงเวลาเข้าเรียนก็ตามที

          วันหนึ่งฝนตกหนัก สายลมแรงพัดกระโชก ทุกอย่างเหนือเวิ้งทุ่งแลดูสั่นส่ายแปรปรวนไปตามท่วงทำนองของธร รมชาติที่ดุดัน ชายชราวิ่งฝ่าสายฝนด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพื่อไปดูว่าต้นไม ้ของเขาหักโค่น โงนเงน เปราะบาง อ่อนแอเหมือนไม้ต้นอื่นหรือไม่ เมื่อไปถึงหัวใจที่เต้นแรง อาการเหนื่อยหอบจากการเดินทางอารามตกใจที่เกิดขึ้น ค่อยๆเข้าสูภาวะปกติ เขายืนนิ่งเหมือนต้นไม้ตรงหน้า ท้าทายห่าฝนที่เทลงมาราวกับฟ้ารั่ว

…..ทุ้งฟ้า ตระหง่าน และมั่นคง

         กาลเวลาผันผ่าน จากเด็กน้อย กลายเป็นเด็กหญิง จนเลยเข้าสู่ช่วงวัยที่กลายเป็นเด็กสาว คนต่างร่ำลือว่าลูกสาวของหล่อนนั้นรูปงาม เดินเหินไปทางไหนก็มีเสียงเกี้ยวแซว จากคนนั้นคนนี้อยู่ร่ำไปโดยเฉพาะพวกจิ๊กโก๋ นักเลงในหมู่บ้าน หากแต่เธอไม่เคยให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากไปกว่าการตั้งหน้าตั้ง ตาใฝ่หาความรู้ ผลการเรียนของเธอมักทำให้แม่ยิ้มได้บางคราวถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มใจ เฉกเช่นวันที่อาจารย์ประจำชั้นบอกว่า

ลูกคุณเป็นเด็กเรียนดี จะต้องมีอนาคตไกลกว่าใครอีกหลายคนเป็นแน่”  

          ผ่านไปหลายปีต้นไม้ของชายชรา เหยียดตัวตรงตั้งฉากกับผืนดินเบื้องล่าง ลำต้นที่เคยเล็กเท่านิ้วโป้ง บัดนี้มันขยายกว้างราวหนึ่งคนโอบซึ่งจัดว่าใหญ่พอที่จะให้ร่มเง าได้ดังที่เขาเคยวาดหวัง….ทุกครั้งที่ฝนตกเขาไม่ต้องกลัวอีกแล้วว่าต้นไม้จะไหวลู่ เอนเอียงพยุงตัวต้านลมแรงไม่ไหว เพราะบัดนี้มันแข็งแกร่ง แข็งแกร่งเหลือเกิน รากที่เคยเห็นเป็นเพียงเส้นเล็กๆคงหยั่งลึกถึงบาดาลไปแล้ว เขามักคุยโวให้เพื่อนพ้องฟังแบบนี้เสมอ ต้นไม้ต้นนี้คงเป็นสิ่งเดียวในชีวิตเขาที่สามารถนำไปเล่าสู่กัน ฟังกับคนรอบข้างให้ได้รับรู้ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

           เสียงเพลงจากวิทยุดังลอดเสียงแหบถี่ของคลื่นที่แทรกเป็นระยะ ผู้เป็นแม่เปิดหน้าต่างบานโตออก แสงสีทองอ่อนๆลอดเข้ามาสาดส่องไปทั่ว ลำแสงทำให้หล่อนต้องหรี่ตาพลางพึมพำ วันนี้อากาศดี ลูกสาวกำลังจะออกจากบ้านไปโรงเรียน เธอยังทำเหมือนทุกวันคือหันไปมองเด็กสาวในชุดนักเรียนพลางยิ้มให้แทนคำพูดว่า ฝากความหวัง รองเท้าสีดำเป็นมันปลาบถูกยกขึ้นมาสวมก่อนก้าวออกไปตามเจ้าของ รอยเท้าบนผืนดินหน้าบ้านใหญ่ขึ้นกว่าเก่ามากเมื่อเทียบกับรอยเท ้าที่ถูกประทับโดยรองเท้าสีดำคู่เล็กๆ ในวันวานที่เธอจดจำไม่มีลืม…..วันแรกที่เด็กหญิงตัวน้อยเข้าเรียนชั้นอนุบาล

          รถเก๋งสีดำแล่นมาจอดเทียบศาลา ชายชรากำลังกวาดลานวัดอยู่ ดวงตาสีสนิมของเขาแลเห็นชายร่างท้วมในชุดสีกากีเดินลงมาจากรถคั นนั้นพร้อมกระเป๋าเอกสารในมือ ผู้มาใหม่ใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าคนผ่านโลกมายาวนานเฉกเช่นเขาย่อมรู้ว่า รอยยิ้มที่ปรากฏแฝงเร้นไว้ด้วยสิ่งใดบ้าง ชายร่างท้วมถามหาเขา และเริ่มต้นสนทนาอย่างเป็นงานเป็นการตามแบบคนที่อวดตนว่ามีการศ ึกษา เราต้องการเวนคืนพื้นที่ตรงส่วนนั้นไปทำเส้นทางทางการนะครับ ประโยคนี้ประโยคเดียวเท่านั้นที่ช่วยให้เขาเข้าใจอะไรได้ง่ายกว ่าเก่า เข้าใจได้ง่ายกว่า คำพูดประเภทไทยคำภาษาฝรั่งคำที่ชายร่างท้วมพ่นออกมาครั้งแล้วคร ั้งเล่าก่อนหน้า

<<—————————————————————————————-

           การเจรจาจบลงด้วยดีสำหรับผู้มาเยือน รถเก๋งสีดำแล่นออกจากวัดไปช้าๆ แล้วค่อยๆทวีความเร็วขึ้นทีละน้อยจนฝุ่นคลุ้ง คนขับเลี้ยวรถตัดโค้งอย่างผู้เชียวชาญ ทว่าความเชี่ยวชาญกลับจบลงเมื่อรถสิบล้อคันใหญ่แล่นสวนกันมาบนถ นนแคบๆนั้น มืออ้วนป้อมหักพวกมาลัยหลบด้วยความตกใจ

โครม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

รถเขาเสียหลักไปปะทะกับอะไรบางอย่างเข้า….ชายร่างท้วมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ภาพตรงหน้าทำให้เขาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง…..ด้วยรถไม่ได้ชนหลักข้างทาง ไม่ได้ชนต้นไม้ ………………………………………………………หากแต่ชนคน

——————————————————————————————>>

              ”ผู้เคราะห์ร้ายเป็นเด็กสาวในชุดนักเรียน อายุราวสิบหกสิบเจ็ดเป็นลูกของหล่อน

                ผู้เป็นแม่คร่ำครวญปิ่มขาดใจเมื่อได้รับรู้ข่าวร้ายนี้ ดวงตาแดงก่ำฉายแววอาฆาตเมื่อจ้องมองไปยังชายชุดกากีที่นั่งอยู่ บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาดูมีการศึกษา ทว่าไร้ซึ่งความรับผิดชอบสิ้นดี หล่อนสบถคำหยาบคายออกมาหลายครั้งเมื่อฟังชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า เขาพยายามขับรถหนี หากแต่หนีไปได้ไม่ไกลเพราะรถยางแตก อีกทั้งยังมีทีท่าว่าห่วงรถคันโก้มากกว่าคนที่นอนเจ็บอยู่บนผืน หญ้าข้างทาง เลือดกองใหญ่มาก เมื่อนึกถึงคำพูดที่แม่ค้าคนที่ช่วยชีวิตลูกสาวอันเป็นที่รักขอ งเธอเล่าให้ฟังแล้วรู้สึกคับแค้นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ทำได้แค่เพียงเท่านี้ เท่านี้จริงๆ มีหรือที่หญิงชาวบ้านจนๆหาเช้ากินค่ำ จะไปสู้พวกคนมีการศึกษา ใจแคบได้ เธอคิดประชดในใจเงียบๆ…..

                สามสัปดาห์ต่อมาพวกทำถนนเริ่มเข้าไปจัดการกับพื้นที่ของชายชรา กลางทุ่งเต็มไปด้วยรถไถ รถแบ็คโฮ และกระท่อมเล็กๆของคนงานอีกห้าหกหลัง  เพียงครึ่งค่อนวันที่เครื่องจักรเหล่านั้นแผดเสียงสนั่นไปทั่วบ ริเวณ ต้นไม้เล็กๆก็ถูกถอนรากถอนโคนเสียเรียบเป็นหน้ากลอง ศพต้นไม้เกลื่อนลานดิน ชายชรายืนมองภาพเหล่านั้นด้วยแววตาที่ยากเกินคาดเดา เขาเป็นทุกข์ เสียใจ หรือกำลังสับสนกันแน่….หากแต่เมื่อภาพเก่าสลัดออกไป แทนที่ด้วยภาพใหม่ ดวงตาทั้งคู่กลับมีน้ำตาเอ่อท้นคลอเบ้า เสียงกรีดร้องของใบเลื่อยดังลอยมากับสายลมเอื่อยเชือดเฉือนหัวใ จของเขาออกเป็นเสี่ยงๆ……….บัดนั้นทุ้งฟ้า ถลาลงดิน

                 หล่อนลืมไปเสียสนิทว่านานแค่ไหนที่ตัวเองลุกๆนั่งๆวนเวียน อยู่ตรงเก้าอี้หน้าห้อง ที่เธอไม่เข้าใจคำแปลชื่อของมัน…ไอซียู แต่รับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่ามันเป็นห้องที่คนเจ็บใกล้ตายต้องเข้า ไปอยู่แต่ละร่างที่บุรุษพยาบาลเข็นผ่านตา ล้วนแต่สาหัส หยาดน้ำตา ลูกโซ่ของความเจ็บปวด หน้าห้องนี้ไม่ได้เป็นของหล่อนเพียงคนเดียว หากเป็นของเด็กชายวัยรุ่นที่นั่งเศร้าซึมอยู่ข้างๆหล่อน หญิงวัยกลางคนที่นั่งร้องไห้รอสามีที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้าไปในห้ อง หรือครอบครัวที่เอาเสื่อผืนยาวมาปูนอนรอคนที่รักออกมาจากห้องไอ ซียูนี้……………..

                 ต้นไม้ที่เคยสูงสง่า เหลือเพียงตอสั้นๆผุดโผล่ขึ้นมาเหนือกองดิน ไม่นานก็คงถูกถอนรากขึ้นมาเฉกเช่นเพื่อนพ้องของมัน ไม่เหลือสิ่งใดให้เขาได้ระลึกถึง ชายชราหันมองไปรอบๆก่อนทรุดตัวลงใกล้ๆกับตอไม้ มือคล้ำแดดแตะผืนดินตรงหน้าด้วยความอาลัย หยาดน้ำตาไหลผ่านร่องแก้มเ*่ยวย่นหยดลงบนกอหญ้าเฉา ภาพชายร่างท้วมยังตามหลอกหลอนอยู่ในห้วงคำนึง ผมให้เงินคุณได้แค่ครึ่งเดียว เพราะในสัญญาระบุว่าต้องหักอีกครึ่งหนึ่งไว้สำหรับจัดการเรื่อง การเคลียร์พื้นที่ น้ำเสียงของชายคนนั้นแตกต่างจากวันแรกโดยสิ้นเชิง วินาทีที่ชายคนนั้นพ่นประโยคนี้ออกมา เขารู้โยทันทีว่ากำลังถูกโกง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกล้ำกลืนยอมรับพร้อมทั้งคิดในใจว่า

มีหรือที่ชาวบ้านจนๆหาเช้ากินค่ำ จะไปสู้พวกคนมีการศึกษาใจแคบพวกนั้นได้

                 วันที่หมอบอกกับหล่อนว่า ลูกสาวที่รักยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกต้องกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตล อดชีวิต หัวใจของผู้เป็นแม่แทบสลายไปตามๆกัน หนูรักแม่เท่าฟ้าเลย เสียงใสๆที่เคยได้ยินอยู่ทุกค่ำคืน กลับกลายเป็นเพียงความเงียบเหงาเคว้งคว้าง ทุกอย่างนิ่งงันอยู่กับที่ ณ เวลานี้ความหวังที่เคยล้นปรี่อยู่เต็มอก ได้กลายเป็นเพียงสิ่งที่รำไรไร้จุดหมายดั่งดวงอาทิตย์ที่ส่องแส งแจ่มจรัสในยามเช้า แล้วสูญหายลับตาไปยามค่ำคืน ถ้ารุ่งขึ้นฝนตกหนัก ก็คงจะไม่ได้เห็นมันพระอาทิตย์แห่งความหวัง

                 รถไถสีส้มสด ไถดันสิ่งกีดขวางอีกรอบซากศพต้นไม้ที่นอนเรียงเก้กังอยู่ ถูกไถไปสุมอยู่กองหนึ่งก่อนคนงานจะจดไฟเผาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ชายชราเดินสำรวจอีกรอบ เขาไม่พบตอไม้ตรงที่เดิม มันคงตาย ตามเพื่อนๆไปแล้วสินะ เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนหันหลังกลับดวงตาสีสนิมช่างเหม่อลอย….ไร้แววแห่งความหวังดังเช่นวันวาน

           เสียงเปิดประตูดังขึ้นหล่อนสะดุ้งจากภวังค์ ทว่าแววตาตกใจเมื่อครู่กลับกลายเป็นชิงชัง เมื่อเห็นชัดว่าคนที่กำลังเดินเข้ามาคือ ชายร่างท้วมคนนั้น เขามาพร้อมกับ ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่

เท่านี้คงพอนะสำหรับค่าชดใช้ ฉันไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต”  เขาพูดพลางวางซองนั้นลงตรงหน้าหล่อน หล่อนหยิบขึ้นมาดูก่อน ปามันใส่เขา

เงินที่พวกแกไปโกงคนอื่นเขามานี้ คงทำให้ลูกฉันเป็นเหมือนเดิมได้สินะ ถ้าแน่จริงทำให้ลูกฉันฟื้นขึ้นมาสิ เธอพูดเสียงสั่นด้วยความโกรธ

ทำไมเรื่องมากนักนะ”  ชายร่างท้วมชักสีหน้าไม่พอใจ ไร้ซึ่งความสำนึก ก่อนก้าวอาจๆเดินออกไปอย่างไม่ใยดีกับภาพเบื้องหลัง

                 หล่อนกุมมือลูกไว้แน่น มือหยาบกร้านอีกข้างเอื้อมไปแตะแก้มเด็กสาวบนเตียงเบาๆ หยาดน้ำตาพรั่งพรูไม่ขาดสาย ไหลหยดลงบนแก้มอีกชีวิตหนึ่งที่เหลือเพียงลมหายใจ

เด็กสาวยังไม่ตาย ยังไม่ตายเพราะเธอยังมีลมหายใจ ทว่าหัวใจของผู้เป็นแม่ได้ตายไปแล้ว ตายจากไปพร้อมๆกับต้นไม้ต้นนั้นและหัวใจของชายชรา….

…………………………………………………………………………………………..

* แรงบันดาลใจจากหนังสือเรื่อง แม่ ของแมกซิม กอร์กี้ และจากเทคนิคการสร้างภาพยนตร์แบบ Parallelism (การตัดสลับไปมา ระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์) ซึ่งถูกนำมาใช้ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง” The Great Train Robbery”

*ต้นทุ้งฟ้า คือต้นไม้ประจำจังหวัดกระบี่

*ภาพจาก http://www.oldswinford.dudley.gov (ไม่ได้นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์)

 

h1

ฝนตก

มิถุนายน 18, 2008

นิคส์บ่น

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเหลือเกิน และที่สำคัญฝนทุกหยดตกลงสู่พื้นดิน….อะไรๆก็ดูชื้นแฉะไปหมด หันไปทางไหนก็เจอแต่คนเป็นหวัด ไอจาม น้ำมูกไหล เสียงเปลี่ยน ท่าทีก็ดูซึมเซา ไม่สดใสร่าเริง พาลให้นึกเกลียดช่วงเวลาที่ฝนตก รู้สึกเหงา และเบื่อหน่ายกับภาพเดิมๆ มากกว่าเก่าอีกหลายเท่า ทั้งๆที่ใครๆต่างว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แสนโรแมนติค ไม่ชอบแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงหยิบหนังสือ “ฝนตกขึ้นฟ้า” มาอ่าน สลับกับมองไปนอกหน้าต่าง
“เมื่อไหร่นะ จะได้เห็นภาพตกขึ้นฟ้าบ้าง”

วินทร์ต่อ

ผมกลับชอบฝนตกครับ โตมาในเมืองที่ฝนตกชุก และผ่านเวลานานๆ ดูเม็ดฝนโปรยปรายลงมา เป็นความสุขครับ แม้ว่าจะมาพร้อมหวัดไม่แกมบรรจงก็ตาม

———————————————————————–>>

จาก www.winbookclub.com คอลัมน์คุยกับวินทร์ เลียววาริณ

(วินทร์ เลียววาริณ ปรมาจารย์ผู้เป็นนายของตัวอักษร)

h1

คิดถึงตัวเอง

มิถุนายน 15, 2008

สายฝนโรยตัวลงมาไม่ขาดสาย

ตั้งเค้าช่วงสายๆ ช่วงบ่ายตก

ฉันนึกรำคาญในใจขณะที่กำลังเดินถือร่มสีแดงเก่าๆ

มันกันแดดได้ดีกว่าฝน ฉันคิดแบบนี้

ฉันหยุดเดินครู่หนึ่ง เพื่อก้มลงไปพับขากางเกงขึ้นมา

พอให้มันมันไม่เปียกน้ำที่กระเซ็น ยามเหยียบย่ำ

ระหว่างนั้นพลันเหลือบไปเห็น ตู้ไปรษณีย์สีแดงที่แสนจะคุ้นตา

ยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกล แน่ล่ะ!! มันกำลังตากฝน…

นึกขึ้นมาได้ว่าในกระเป๋าเป้ ยังพอมีโปสการ์ดเหลืออยู่

โปสการ์ดสำหรับนักเดินทาง…ที่ติดแสตมป์ไว้เรียบร้อย

ไวพอกับความคิด  มือชื้นน้ำรีบความหาปากกาจากซอกหนึ่งของกระเป๋า

เมื่อเจอแล้ว แทนที่จะได้ใช้งานมันกลับกวัดแกว่งอยู่ในมือเหมือนคนไม่มีที่ไป

ทว่าไม่มีที่ไปเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น…..

ก่อนจะจรดลงบนกระดาษสี่เหลี่ยมสองใบนั้น

เขียนข้อความเสร็จแล้ว ฉันบรรจงเขียนชื่อที่อยู่ ตรงส่วนของผู้รับ

เขียนชื่อและที่อยู่ของตัวฉันเอง…..ผู้รับที่คุ้นเคย

ก่อนจะทิ้งร่มสีแดงไว้เบื้องหลัง….

แล้วเดินฝ่าลมฝน ไปหย่อนโปสการ์ดลงในตู้…ใบนั้น

ณ เวลานั้นฉันและตู้ไปรษณีย์…ต่างก็เปียกฝน

ฉันหนาวสั่น ส่วนมันอ้วนป้อม…ยืนท้าทายเม็ดฝนไปด้วยกัน

ยืนท้าทายเม็ดฝน….จนลืมคิดถึงตัวเอง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………>>

วันที่ได้รับโปสการ์ดสองใบนั้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าข้อความที่ได้รับมาพร้อมๆกันนั้นคืออะไร หากแต่ยังอ่านซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายรอบ

ใบแรกเขียนว่า   “หัดคิดถึงตัวเองบ้าง”

ใบที่สองเขียนว่า “ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพด้วย”

h1

เพียงวัน

มิถุนายน 14, 2008

        

          เพียงวัน….เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ฉันได้เข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียนสอนคนตาบอด(โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ) รู้สึกว่าตัวเองได้ซึมซาบอะไรหลายๆอย่างจากที่นั่น ที่ที่ไม่อยากไปเอาเสียเลยในตอนแรก ที่ว่าไม่อยากไปนี่เป็นเพราะต้องไปกันในวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดที่ตั้งหน้าตั้งตารอ วันที่วางแผนไว้เสียดิบดีว่าจะทำอะไรหลายๆอย่างที่ยังคั่งค้าง ทั้งที่คิดว่ามีประโยชน์และไร้สาระ

          รถตู้แล่นออกจากมหาวิทยาลัยราวเก้าโมงเศษ ฉันไม่รู้ว่าที่ตั้งของจุดหมายปลายทางที่กำลังจะไปในวันนี้ตั้งอยู่ตรงส่วนไหน เพราะไม่เคยไปมาก่อน แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ควรวิตกในเมื่อการเดินทางมีผู้ชำนาญเส้นทาง…….ฉันเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีเมื่อเพื่อนที่นั่งข้างกันเอื้อมมามาตีที่ไหล่พร้อมทั้งส่งเสียงเบาๆว่า…”ตื่นๆถึงแล้ว”

          ทันทีที่ไปถึง พวกเราอยู่ในฐานะอาสาสมัคร ระหว่างที่คอยเจ้าหน้าที่จัดการเรื่องเอกสาร ฉันก็เหลือบมองน้องๆหลายคนที่เดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆกัน แน่นอนเด็กเหล่านี้ล้วนพิการทางสายตา

          น้องคนแรกเป็นเด็กผู้หญิงสวมเสื้อสีส้ม เธอร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส เธอพยายามหรี่ตาครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก้มมองมาที่พวกเราฉันเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเธอตาบอดเพียงข้างเดียว…..เธอยังคงมองเห็นความเป็นจริงอยู่สินะ มองเห็นผู้คน มองเห็นอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจดจำ…….แม้จะมองเห็นด้วยดวงตาเพียงข้างเดียว แต่ฉันเชื่อแน่ว่าเธอไม่ได้มองเห็นโลกเพียงครึ่งซีก ไม่ได้มองเห็นเพียงด้านหนึ่ง เพราะรอยยิ้มของเธอที่ส่งมา มันแผงไปด้วยความประหม่าอย่างที่ฉันเองก็เคยเป็น

          คนที่สองเป็นเด็กผู้ชาย สวมเสื้อกล้ามสีฟ้ากับกางเกงสีมอๆ อายุน่าจะน้อยกว่าคนแรก เดินถือของเล่นในมือ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาหรี่มากจนทีแรกฉันเกือบคิดไปว่ามันปิดสนิท เจ้าหน้าที่คงเห็นฉันหันไปมองอยู่หลายครั้งจึงได้แนะนำให้รู้จักว่าเขาชื่ออะไร เรียนอยู่ชั้นไหน “เขาพอจะมองเห็นบ้าง แต่เห็นเพียงแสงเล็กๆน้อยๆ” พี่ผู้หญิงใจดีพูดจบฉันเห็นเด็กชายยกของเล่นขึ้นมองใกล้ๆ เด็กน้อยทำท่าเพ่งพินิจอยู่นาน ก่อนผลักประตูเดินออกไป….โลกของเขาคงเป็นโลกที่ต้องการแสงสว่าง แสงสว่างที่พอจะช่วยไขว่าสิ่งที่เหมือนจะสำผัสได้นั้นคืออะไรกันแน่…..

          ไม่นานเกินรอ เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปยังห้องสอนการบ้าน เสียงเฮดั่งลั่นเมื่อเจ้าหน้าที่พวกกับน้องๆว่า “วันนี้มีพี่ๆมาเยี่ยม” ท่ามกลางเสียงกล่าวทักทายเสียงดีใจนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกโหวง ว้าเหว่ชั่วขณะ……มันคล้ายเป็นเสียงระบายความเหงาก็ไม่เชิง(ฉันไม่แน่ใจว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่อยากให้ลองคิดตามดูนะคะ)

          น้องๆแนะนำชื่อเสร็จ พวกเราก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ น้องคนที่ฉันต้องสอนการบ้าน เธอนั่งอยู่แถวหลังสุด นั่งคนเดียว และท่าทางเก็บตัว เสื้อสีเขียวที่พิมพ์ลายมิคกี้เม๊าส์สะดุดตาไม่น้อย….สะดุดตาสำหรับคนที่มองเห็นมัน…. เพียงวัน เจ้าห้องเสื้อลายมิคกี้เม๊าส์เธอชื่อนี้ เธอยิ้มให้ฉันเล็กน้อยเมื่อแนะนำตัวเสร็จ ยิ้มที่ดูเหมือนจะเกร็งๆอึดอัด แม้ไม่ได้สื่อออกมาด้วยแววตา ทว่าท่าทางสื่อให้รู้ สิ่งเดียวที่ฉันควรทำคือสร้างความสนิทสนมเป็นกันเอง โต๊ะที่เพื่อนฉันนั่งอยู่เริ่มมีเสียงแปลกๆที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ฉันพอเดาออกว่าน่าจะเป็นเสียงเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์สักอย่าง….ใช่แล้ว มันเป็นเสียงเครื่องคิดเลขนี่เอง ฉันจึงหันไปถามเพียงวันบ้างว่าเธอคิดเลขยังไง เธอจึงควานหาเครื่องมือช่วยคิดในกระเป๋าเป้ครู่หนึ่ง….ก่อนจะดึงตารางลูกคิดออกมา

“บอกได้คำเดียวว่า” ฉันแปลกใจ อย่างน้อยในช่วงเวลาห้าหกนาทีที่พบกัน นี่ก็เป็นเรื่องนึงล่ะที่เธอทำได้แต่ฉันทำไม่ได้

           ขณะที่ เพียงวัน เอื้อมมือคลำนั่นคลำนี่ไปมาบนโต๊ะ ฉันจึงสังเกตุได้ว่าดวงตาของเธอบอดสนิท….เพียงวันโลกของเธอจะเป็นสีดำมั๊ยนะ? เกิดคำถามขึ้นในใจฉัน…..ก่อนที่จะลงมือทำหน้าที่อย่างจริงจัง แม้เธอจะไม่ค่อยพูดจาเหมือนเด็กๆโต๊ะอื่น หากแต่ คล้ายว่าความพยายามจะมากกว่า สังเกตุได้จากท่าทางการคิดตามที่ต้องใช้จินตนาการเป็นอย่างสูง กับการใช้ตารางลูกคิดจนมือเป็นระวิงตลอดเวลานั้น

          เมื่อสอนการบ้านครบทุกข้อ เพียงวันเธอเดินคลำทางออกไปด้านนอก เพื่อนำทางฉันไปห้องน้ำ วินาทีนี้นี่เองที่ฉันรู้สึกว่าเด็กหญิงคือคนที่มองเห็น ส่วนฉันคือคนที่ดวงตาบอดสนิท….คราวนี้เธอก็ได้เปรียบมากกว่าฉัน ในฐานะผู้ชำนาญเส้นทางของที่นี่อีกเช่นกัน ระหว่างทางเธอถามฉันว่า “พี่ชอบดูละครมั๊ย” ฉันไม่ตอบแต่ถามกลับไปว่า “ทำไมล่ะ น้องชอบดูละครเหรอคะ” เธอพยักหน้าหงึกๆก่อนเอ่ยถึงชื่อละครเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่บอกว่า”ติดหนึบ”มาสี่ห้าเรื่องด้วยท่าทางมีความสุข ฉันไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้ม….พลางคิดอะไรในใจเงียบๆ

          กลับมาจากห้องน้ำ ฉันพอมีเวลาว่างเพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสิ้นสุดลงแล้ว จึงนั่งวาดภาพน้องเพียงวันเก็บไว้(ที่นี่ไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปนักเรียน) วาดเก็บไว้ในสมุดบันทึก…..และอัดสำเนาเก็บไว้ในใจอีกชุดหนึ่งก่อนบอกลา

………………………………………………………………………………………………..

ก้าวพ้นออกมาจากประตูรั้ว ฉันนึกถึงคำถามที่ถามตัวเองไว้ว่า“เพียงวัน โลกของเธอจะเป็นสีดำมั๊ยนะ?”

“ไม่นะโลกของฉันไม่ได้เป็นสีดำ มันมีทุกสี มีมากกว่าสีในกล่องสีชอล์คกล่องใหญ่ของเธอเสียอีก และสดใสด้วยล่ะเพราะโลกของฉันไม่มีสีฝุ่นควัน สีทีถูกคนนั้นคนนี้ในสังคมป้ายใส่กันจนเละเทอะสกปรก เอ้อ แล้วพระเอกในละครที่ฉันดูก็เป็นคนดีมากๆเลย แม้จะเป็นคนๆเดียวกันแต่ คงแตกต่างจากพระเอกในโลกของเธอมากแน่ๆ ใช่มั๊ยล่ะ? มีอยู่อย่างเดียวที่โลกของฉันเสียเปรียบโลกของเธอ ก็เวลาคิดเลขไงเล่า”…..ทันใดภาพแผงลูกคิดสี่เหลี่ยมก็ลอยมาในหัว

!!!!!เอ้านั่นมัน รถเมล์นี่หว่าไม่ใช่ตารางลูกคิด ขึ้นๆๆๆ มัวแต่คิดอะไรอยู่นะเรา เดี๋ยวก็ตกรถกันพอดี…….

h1

หดหู่

มิถุนายน 12, 2008

      

        สองสามวันที่ผ่านมา อาจารย์ประกาศงด Section(ไม่มีเรียนในวิชานั้นๆ)อยู่หลายวิชา

บางท่านไปดูงานต่างประเทศ บางท่านติดงานสัมนา…อีกหลายท่านไม่ได้แจงเหตุผล

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะบอกเล่า…

ช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีเรียนอีกเช่นกัน

แน่นอนล่ะ ฉันไม่ได้ชอบใจเท่าไหร่นัก ไม่ใช่เพราะอยากเรียนอะไรนักหนา

แต่เพราะ ทุกทีที่ว่างฉันมักไม่มีที่ไป ไม่รู้จะทำอะไรที่มันมีจุดหมายมากไปกว่า นั่งฆ่าเวลาไปเล่นๆ

พร้อมๆกับเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย ที่ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่…

และสถานที่ฆ่าเวลาก็เป็นที่เดิมๆ ที่คงหนีไม่พ้นหอสมุด

หอสมุดในวันนั้น ครึกครื้นผิดวิสัย คนเยอะไปหน่อย ไม่เงียบเท่าที่ควร

หากก็เข้าใจ เพราะเหล่าเฟรชชี่น้องใหม่ที่เพิ่งเป็นเด็กมหาลัย

ต่างก็เห่อมหาลัย (เข้ามาตากแอร์ หนีร้อนด้านนอกด้วยส่วนหนึ่ง55)

ฉันแทบไม่มีที่นั่ง

ไม่ใช่เพราะที่นั่งมีไม่มากพอรองรับนักศึกษา…มันมีมากจนเกินจำเป็นด้วยซ้ำ

ทว่า โต๊ะยาวที่นั่งได้หลายคนเหล่านั้น มักมีคนอื่นๆที่นั่งกันเพียงคนสองคน จับจองไว้หมดแล้ว

ฉันจึงได้แต่ยืนแกร่วอยู่กับที่ ก็อย่างที่บอกล่ะนะว่า ฉันไม่มีที่ไปนี่นา

เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่บนตะแกรงหนังสือที่อ่านแล้ว

“THE RAPE OF NANKING” (“หลั่งเลือดที่นานกิง”)

ไม่ใช่ฉันเป็นพวกชอบความรุนแรงอะไรหรอกนะ แต่รูปภาพที่ปรากฏอยู่บนปกหนังสือมันชวนให้อ่านจริงๆ

คงเป็นเพราะเรียนการสื่อสารล่ะมั้ง ถึงได้อินกับคำว่า “Seeing is believing”มากไปหน่อย

ฉันเคยได้ยินพี่ชายเล่าให้ฟังมาบ้าง ถึงความโหดร้ายของทหารญี่ปุ่น ในสงครามยกพลขึ้นบกที่นานกิง

แต่ตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องธรรมดาในสมรภูมิเหมือนที่เคยได้ดูใน ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงคราม

เช่นเรื่อง On Quiet on the Western front(แนวรบด้านตะวันตกยังไม่เปลี่ยนแปลง) หรือเรื่อง Flag of our father

ที่ต่างฝ่ายต่างทิ้งระเบิด สาดกระสุน ใช้มัสตาร์ดแก๊ส โจมตีฝ่ายตรงข้ามให้พังพินาศ ทั้งที่ไม่เคยรู้จัก โกรธแค้นกันมาก่อน

ตามวิธีแห่งสงคราม….

แต่ว่าเมื่อได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงได้รู้ว่าคิดผิดถนัด

ปืนใหญ่ ปืนยาว ก๊งแก๊สอะไร ยังน้อยไป

คนจีนที่นานกิง โดนมากกว่านั้น รองรับความป่าเถื่อนของกองทัพแห่งแดนอาทิตย์อุทัยสารพัดรูปแบบ

ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนราวกับฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น บี้มด ตบยุง ก็ไม่เชิง

เอาการทำลายชีวิต มาจัดเป็นเกมการแข่งขันที่น่าอับอาย…สำหรับฉันมันน่าอับอาย ในฐานะที่เป็นคนคนนึงเหมือนกัน

คนที่คิดว่า…การละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการเป็นคนคือการเป็นผู้เจริญแล้ว

วิธีการลงโทษเหล่านั้น โหดเหี้ยมเหลือเกิน….นั่งอ่านไป สยองไป

เช่นว่า แข่งกันตัดหัวคนจีน(คงตามแบบซามูไร) ฝังคนทั้งเป็น

เอาทารกมาเผาไฟ เอาคนมาฝังครึ่งตัวแล้วปล่อยให้สุนัขป่าเข้าไปฉีกทึ้งจนเนื้อตัวเหวอะหวะ

ข่มขืนเรียงคิวหญิงชาวจีน ตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดง เด็กสาวไปจนถึง หญิงชรา

หรือการบังคับให้คนสายเลือดเดียวกัน ช่มขืนกันเอง ทั้งๆที่คนเหล่านี้ไม่มีทางสู้

ในหนังสือบรรยายว่า ช่วงเหตุการณ์แม่น้ำแยงซีกลายเป็นสีเลือดเลยทีเดียว

เพราะศพเป็นหมื่นๆศพถูกนำไปไว้ใกล้แม่น้ำ…..

อ่านไม่ทันถึงครึ่งเล่ม ความอยากรู้อยากเห็นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ฉันเลยเปิดข้ามไปดูหน้าหลังๆที่มีรูปเหตุการณ์ซะก่อน(รูปพวกนี้ถ่ายโดยชาวต่างชาติที่อยู่ในเหตุการณ์)

เท่านั้นล่ะ…..เหงื่อซึมเต็มมือ ทั้งๆที่แอร์เย็นฉ่ำ

รูปแต่ละรูป บอกเล่าเรื่องราวที่แสนรันทดนี้ได้ดีกว่า สองร้อยกว่าหน้าที่อ่านไปแล้วเสียอีก

เกิดความนิ่งงันชั่วขณะ…ท่ามกลางหอสมุดที่เสียงดังระงมในตอนแรก

โอยยยย….แล้วฉันจะกินมื้อเที่ยงได้ยังไงล่ะเนี่ย

ดูรูปพวกนี้แล้ว….มันเหนือคำบรรยายจริงๆ

หดหู่ หดหู่ใจ หดหู่มาก หดหู่เหลือเกิน หดหู่สุดๆ หดหู่ที่สุด หดหู่มากที่สุด หดหู่มากที่สุดถึงมากที่สุด (พอแล้วดีกว่า)

วันนั้น ฉันวางหนังสือเล่มนั้นลงทั้งที่ยังอ่านไม่จบ(คาดว่าถ้ามีโอกาส วันหลังจะมาอ่านต่อ)

ก่อนเดินไปยังศูนย์อาหาร สั่งอาหารเมนูโปรดเป็นมื้อกลางวัน

“เอาก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่หมูน้ำตก แต่ไม่ต้องใส่เลือด ไม่ต้องใส่เนื้อนะคะป้า”

(คนขายแอบทำหน้างงปนหงุดหงิด นึกว่าฉันพูดกวน)

h1

ปลาช่อน

มิถุนายน 11, 2008
           เสียงเพลงของวงเดอะบีทเทิ้ลดังเคล้าสายลมเอื่อยยามบ่าย มองลอดซี่กรงระเบียงออกไป เห็นใบหูกวางสีน้ำตาลแก่ร่วงลงพื้นใบแล้วใบเล่า กลบผืนหญ้าสีเขียวเบื้องล่างไปบางส่วน หญิงสาวหย่อนตัวลงนั่งตรงมุมระเบียงก่อนจุ่มนิ้วเรียวลงไปในโหลขนาดย่อมที่มีปลาช่อนตัวเล็กอยูในนั้น เจ้าของดวงหน้ารูปไข่ยิ้มพอใจ เมื่อเจ้าปลา เอาปากมาดุนนิ้วด้วยความคุ้นเคย เธอเอื้อมมือไปหยิบกุ้งฝอยในกระปุกข้างตัวมาให้รางวัลมันก่อนจะละความสนใจ แล้วหันไปจดจ่อกับสมุดบันทึกบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กๆใกล้กับโหลปลาตัวโปรด
“แปลกดีนะ ที่เทอชอบเลี้ยงปลาช่อน น่าจะหาพวกปลาสวยงามมาเลี้ยงแทน”
เธอหวนนึกถึงคำพูดเก่าๆของใครบางคนขึ้นมา ปากกาหมึกซึมสีดำในมือชะงักไปชั่วขณะ รอยดำจากน้ำหมึกค่อยๆแพร่ซึมเป็นจุดสีดำขยายขึ้นเรื่อยๆ จนทะลุไปถึงอีกหน้าหนึ่ง…หน้าที่ยังว่างเปล่า
“ไม่ล่ะ ปลาพวกนั้นมันไม่ค่อยอึด เดี๋ยวเดียวก็ตาย สู้เลี้ยงที่มันไม่สวย แต่อยู่กันไปนานๆดีกว่า”
เธอถอนหายใจเบาๆเมื่อนึกถึงคำตอบของตัวเองที่เคยตอบออกไป ปากกาในมือเริ่มทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง
“เมื่อไหร่เธอจะรักใครแบบที่ฉันรักปลาตัวนี้ รักมันที่ความอดทนอยู่เคียงข้างกัน ไม่ใช่รักเพราะความสวยงามฉาบฉวยในช่วงเวลาสั้นๆเหมือนที่เธอกำลังพยายามไขว่คว้า”
สิ้นบรรทัดที่สอง ความเหนื่อยล้าที่ซ่อนตัวอยู่ลึกๆปลายใจ ค่อยๆปรากฏขึ้นพร้อมๆกับความเหงาที่มากับสายฝน
ฝนโปรยลงมาทีละน้อยแรกเริ่มสวยงามราวผืนผ้าโบกพลิ้วยามโต้ลม ทว่าหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาดังจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นใด หากเธอยังคงได้ยินเสียงแผ่วเบาของเพลงที่เปิด ปลาช่อนเพียงตัวเดียวในโหลแก้วว่ายวนไปมาสองสามรอบก่อนหยุดนิ่งเหมือนมันก็กำลังใช้ความคิด แผ่นเสียงวนซ้ำเพลงเดิม หญิงสาวหวนนึกถึงเรื่องเดิมๆอีกครั้ง….
“เมื่อไหร่เธอจะรักใครแบบที่ฉันรักปลาตัวนี้ รักมันที่ความอดทนอยู่เคียงข้างกัน ไม่ใช่รักเพราะความสวยงามฉาบฉวยในช่วงเวลาสั้นๆเหมือนที่เธอกำลังพยายามไขว่คว้า”
เธอคิด ก่อนลุกเดินจากไป…..จากมุมเดิมๆตรงนั้น
h1

ในวันนั้น

มิถุนายน 11, 2008
e0b981e0b894e0b899
ไม่บ่อยนักที่ฉันต้องเดินทางไปไหนมาไหนกับรถประจำทาง แต่วันนั้นถึงคราวจำเป็นจริงๆ
รถบัสคันโตจอดเทียบศาลาริมทาง ฉันไม่รอช้า รีบก้าวขึ้นแต่โดยดี…ด้วยกลัวตกรถ
มัวแต่รอช้า…ก็จะถึงปลายทางล่าช้า
บนรถแน่นขนัดไปด้วยผู้คน…นักเดินทางแต่ละคนต่างนั่งสัปหงก บ้างก้อหลับไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร
ที่นั่งทุกที่มีคนนั่ง นั่นหมายความว่าฉันต้องยืน
มองไปรอบๆ เห็นมีผู้ชายอยู่หลายคนแต่โดยมากนั่งหลับ….หรือแค่พักผ่อนสายตาไม่แน่ใจ
ฉันยืนได้ ฉันไม่อยากรบกวนผู้โดยสารคนอื่น ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครเด็กชาย เด็กหนุ่ม ชายหนุ่ม ชายวัยกลางคน หรือผู้ชายคนไหนๆที่ควรเสียสละ…กระทั่งผู้หญิง เด็ก หรือคนชรา ที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อฉันคิดในใจ
เป้ใบโต ที่รั้งน้ำหนักอยู่บนหลัง ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกเมื่อยทว่าไม่อยากวางมันลงกับพื้น
นึกสนุก…อยากทดสอบความอดทนของตัวเองจนไหล่ล้า หมดแรง
ทว่าก็ยังไม่วางลงเกมทดสอบตัวเอง ดำเนินไปไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์ของใครคนหนึ่งดังขึ้น
“ฮัลโหล ลูกเหรอ ทำอะไรอยู่ กินข้าวกันรึยัง อย่าลืมอาบน้ำให้น้องด้วยลูกแล้วปะแป้งที่แก้มเหมือนที่แม่เคยทำ ให้น้องสวมเสื้อตัวสีฟ้าก็ได้นะ ที่มีรูปหัวใจน่ะ ก่อนนอนก็ปูผ้าผืนสีส้มก่อนมันจะได้อุ่นๆตอนนี้แม่ใกลถึงแล้วล่ะ แม่มาทำงานไงลูก จะได้มีเงินไปเลี้ยงลูกกับน้อง ซื้อขนมให้ลูกไง เอ้อๆ อย่าลืมนอนห่มผ้ากันนะ ยุงชุม เดี๋ยวเป็นไข้ กลับไปคราวหน้า แม่จะซื้อมุ้งไปให้ แค่นี้ก่อนนะ แม่รักลูกนะลูก รักน้องด้วย”
เสียงคุยโทรศัพท์ของผู้หญิงผิวสีสนิมคนหนึ่ง ทำให้ใครหลายๆคนตื่น
บางคนหงุดหงิด บางคนทำท่าอยากรู้…อีกไม่น้อยที่ถอนหายใจดังๆเตือนให้รู้ว่ารำคาญ
แต่ฉันกำลังยิ้ม…ยิ้มอยู่คนเดียว อยากขอบคุณเธอสักหน่อยที่เตือนให้ฉันหวนคิดถึงคำพูดบางคำของแม่ที่ว่า
“ถ้าลูกตั้งใจฟังซักหน่อยเวลาที่แม่พูด ก็จะรู้เองว่าแม่เป็นห่วงแค่ไหน”
ใช่!!!! ฉันตั้งใจฟังคำพูดของเธอคนนั้นแล้ว ฉันรับรู้ได้ว่าเธอเป็นห่วงคนปลายสายมากแค่ไหน
รถแล่นไปเรื่อยๆ ผ่านสามแยกตลาด ผู้หญิงคนที่คุยโทรศัพท์เธอลงตรงนั้น …ฉันมองตาม จนเธอลับตา แทรกหายไปกับผู้คนแล้วค่อยๆวางเป้ลง ควานหาโทรศัพท์…กดเบอร์ของแม่…..เพื่อโทรไปคุยอะไรบางอย่าง